รู้หรือไม่? “กินเหล้าแล้วตัวแดง” คืออาการเบื้องต้นของโรคร้าย !

   
advertisement
%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b9%81%e0%b8%94%e0%b8%87

     ด็อกเตอร์จอง ซุง คิม จากมหาวิทยาลัยแดเจียนในประเทศเกาหลี ได้ให้ข้อสรุปจากการวิจัยของเขาว่า ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอร์แล้วหน้าแดงจะมีโอกาสเป็นโรคความดันโลหิตสูงเพิ่มขึ้นสองเท่าถ้าดื่มเกิน 4 แก้วต่ออาทิตย์ ในขณะผู้ที่ไม่มีอาการหน้าแดงจะมีโอกาสเท่ากันถ้าดื่มมากกว่า 8 แก้วต่ออาทิตย์ นอกจากนี้ผู้ที่มีอาการยังเป็นสัญญานบ่งบอกว่ามีความเสียงที่จะเป็นโรคมะเร็งหลอดอาหารอีกด้วย ทั้งนี้เพราะว่าผู้ที่หน้าแดงมีกระบวนการสร้างเอนไซน์ Acetaldehyde ที่ตับไม่สมบูรณ์ จึงไม่สามารถกำจัดแอลกอฮอร์ในร่างกายในเลือดได้ดีเหมือนคนอื่น 

    และท่านอาจารย์ดอกเตอร์ฟิลิพ เจ. บรูคส์ และคณะ แห่งสถาบันการเสพติดแอลกอฮอล์และแอลกอฮอลิซึมแห่งชาติ สหรัฐฯ คนบางคนมักจะมีอาการหน้าแดง (flushing) เวลาดื่มแอลกอฮอล์ (เหล้า เบียร์ ไวน์ ฯลฯ) ซึ่งบางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ ใจสั่น ใจเต้นแรงร่วมด้วย อาการดังกล่าวเป็นผลจากลักษณะพันธุกรรม (สืบต่อจากพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย) ของการขาดเอนไซม์หรือน้ำย่อยที่ใช้ในการทำลายแอลกอฮอล์ที่ชื่อ 'ALDH2'

อาจารย์บรูคส์กล่าวว่า นักดื่มอายุน้อยบางคนใช้ยาแก้แพ้ช่วยลดอาการหน้าแดงในระหว่างการดื่ม เพื่อให้ดื่มได้มากขึ้น

การทำเช่นนี้กลบเกลื่อนอาการหน้าแดงได้ชั่วคราว แต่จะทำให้เสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้นในระยะยาว...

อาจารย์ท่านแนะนำให้ตั้งคำถาม 2 ข้อกับคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ได้แก่

    (1). ตอนดื่มเบียร์แก้วแรกในชีวิต... หน้าแดง (flushing) หรือไม่ ถ้าหน้าแดงแสดงว่า น่าจะขาดเอนไซม์ ALDH2 และเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารเพิ่มขึ้น
    (2). เมื่อดื่มไป 1-2 ปี... ดื่มเบียร์แล้วหน้าแดงหรือไม่ ถ้าหน้าไม่แดง (เลิกแดง) แสดงว่า น่าจะเริ่มติดเหล้าแล้ว (tolerant = ด้าน ดื้อยา ดื้อต่อสารเคมี)


     คนที่ดื่มแล้วหน้าแดง... เสี่ยงมะเร็งเพิ่มขึ้น ส่วนคนที่ดื่มนานจนหายแดง... แสดงว่า เริ่มติดเหล้าแล้ว เสี่ยงมะเร็งด้วย เสี่ยงโรคอื่นๆ เช่น ตับอักเสบ ตับแข็ง ตับอ่อนอักเสบ พิษสุราเรื้อรัง ฯลฯ ด้วย

    เมืองไทยเรามีสถิติมะเร็งหลอดอาหารในภาคใต้สูงกว่าภาคอื่นๆ และคนไทยที่หน้าแดงเวลาดื่มเหล้าก็มีสูงมากด้วย ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ว่า คนไทยที่มีพันธุกรรมบกพร่องแบบนี้น่าจะมีมากพอๆ กับชาวเอเชียตะวันออกไกล (ญี่ปุ่น จีน เกาหลี)

กล่าวกันว่า ฝรั่ง (ชาวตะวันตก) มีแนวโน้มจะมีพันธุกรรมบกพร่องแบบนี้ต่ำกว่าคนเอเชีย ทำให้ฝรั่งทนต่อสารพิษชนิดนี้ได้มากกว่าคนเอเชียโดยเฉลี่ย

advertisement
 

ข่าวดีคือ สมาคมมะเร็งวิทยาอเมริกา [ ACS ]  แนะนำวิธีลดเสี่ยงมะเร็งหลอดอาหารที่สำคัญได้แก่

   (1). ไม่สุบบุหรี่
   (2). ไม่ดื่มแอลกอฮอล์หนัก (ถ้าดื่มแล้วหน้าแดง... ดื่มน้อยก็เสี่ยง)
   (3). ระวังอย่าให้น้ำหนักเกินหรืออ้วน... ถ้าอ้วนไปแล้วก็ขอให้รักษาน้ำหนักให้คงที่หรือลดลง
   (4). กินผักผลไม้ทั้งผล (ไม่ใช่น้ำผลไม้) หลายๆ สี ให้มากพอทุกวัน
   (5). อย่าดื่มเครื่องดื่มร้อนจัด (เช่น ชา กาแฟ ฯลฯ)
   (6). ถ้าทำงานซักรีกประเภท "ซักแห้ง" ควรลดการใช้สารเคมีเท่าที่จะทำได้ หรือจัดให้ที่ทำงานมีการระบายอากาศที่ดี และล้างมือด้วยสบู่ก่อนกินอาหาร-ดื่มน้ำทุกครั้ง 

ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
ขอขอบคุณสำหรับเนื้อหาจาก : livescience.commyscitv

 
Advertisement
loading...
0
0
0