คดีพลิก!! ย้อนดูคดี “หมอนิ่ม” สั่งฆ่า “เอ็กซ์ จักรกฤษณ์” (แบบละเอียด)

   
advertisement
%e0%b8%a5%e0%b8%b3%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%ab%e0%b8%95%e0%b8%b8%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%93%e0%b9%8c

     ลำดับเหตุการณ์ของคดี เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ทั้งหมด ตั้งแต่แม่ของเอ็กซ์ และหมอนิ่ม แจ้งความทำร้ายร่างกาย เมื่อเดือนกรกฎาคม ก่อนถูกจองจำในคุก และถูกปลิดชีพเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2556

      นับเป็นอีกหนึ่งคดีอันน่าสะเทือนใจ เมื่อ เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พณิชย์ผาติกรรม อดีตนักยิงปืนทีมชาติไทย ถูกมือปืนลอบสังหาร เมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 ตุลาคม 2556 ซึ่งภายหลัง ตำรวจได้เร่งตามสืบสวนและแกะรอยจนสามารถจับกุมคนร้าย, เจ๊แหม่ม คนรับงานและจัดหามือปืนกระทั่งสืบสาวจนหาตัวผู้จ้างวานได้ ซึ่งก็ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น นางสุรางค์ ดวงจินดา แม่ของ พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ หรือ หมอนิ่ม ภรรยาของนายจักรกฤษณ์ โดย นางสุรางค์ อ้างว่าแรงจูงใจการก่อเหตุมาจากการที่ นายจักรกฤษณ์ ทำร้ายลูกสาวจนถึงขั้นแท้งลูกคนที่ 3              

     ต้องยอมรับว่า คดีนี้ได้รับความสนใจจากผู้คนในสังคมจำนวนมาก เพราะมือปืนได้ก่อเหตุอย่างอุกอาจกลางถนนที่มีรถสัญจรพลุกพล่าน ประกอบกับผู้จ้างวานฆ่ากลายเป็นคนใกล้ชิดที่สุด เราจะลองย้อนไปดูลำดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับครอบครัวพณิชย์ผาติกรรม ตลอด 4 เดือนที่ผ่านมาอีกครั้ง กระทั่งนำมาสู่ปมสังหารเอ็กซ์ จักรกฤษณ์...

advertisement
 

11 กรกฎาคม 2556 

            นางบุญคิด พณิชย์ผาติกรรม และ พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ หรือ หมอนิ่ม แม่ของ เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ และภรรยาของ เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ หลังถูกเอ็กซ์ทำร้ายร่างกายและใช้ปืนข่มขู่ โดยอ้างว่า เอ็กซ์ติดยาไอซ์อย่างหนักจนประสาทหลอน ขณะที่ทางด้าน เอ็กซ์ ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเคยเสพยาเสพติดจริง แต่ปัจจุบันได้เลิกหมดแล้ว เรื่องที่เกิดขึ้นแค่ปัญหาหึงหวงเท่านั้น   

12 กรกฎาคม 2556 

            ตำรวจได้บุกค้นบ้านของ เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ โดยพบมีวัสดุคล้ายเครื่องเสพสารบางอย่าง และที่บรรจุสารบางอย่างทั้งเก่าและใหม่จำนวนมากจึงเก็บไว้เป็นหลักฐานก่อนนำไปตรวจสอบ อีกทั้งพบปืนออโตเมติก 2 กระบอก บรรจุเครื่องกระสุนปืน, ปืนลูกซองยาว 1 บอก, ปืนยาวคล้ายปืน เอ็ม 16 อยู่ในตู้ 1 กระบอก และข้างเตียงนอนพบมีดสปาร์ต้า 1 เล่ม ซึ่งตรงตามที่ พญ.นิธิวดี แจ้งว่าถูกใช้มีดเล่มดังกล่าวข่มขู่

13 กรกฎาคม 2556 

            ตำรวจจับกุมตัว เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พร้อมตั้ง 4 ข้อหาหนัก ทั้งพยายามฆ่าผู้อื่น ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และกระทำความรุนแรงในครอบครัว พร้อมกับคัดค้านการประกันตัวเนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาอาจจะกลับไปทำร้ายหรือข่มขู่พยาน

15 กรกฎาคม 2556 

            เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัว เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ จากห้องขังนำตัวไปฝากขังที่ศาลจังหวัดมีนบุรี โดยแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมอีก 4 ข้อหา คือ มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนโดยไม่ได้รับอนุญาต ทำให้ผู้อื่นตกใจกลัวโดยการใช้กำลังขู่เข็ญ และขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงาน รวม 8 ข้อหา เพิ่มพร้อมคัดค้านการประกันตัวoif4oeotkhuenckwi4e-o

18 กรกฎาคม 2556 

            พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ ภรรยา เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ พร้อมญาติ ปลอมหนังสือมอบอำนาจเข้าไปไขเอาทรัพย์สินมูลค่า 60 ล้านบาทของ เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ในตู้เซฟที่ธนาคารกสิกรไทย สุขาภิบาล 3 

19 กรกฎาคม 2556 

            ตำรวจนำตัว เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ จากศาลมีนบุรี มาฝากขังศาลทหาร เพราะมียศ จ.ส.อ. สังกัดกองทัพภาคที่ 2 

8 สิงหาคม 2556 

            เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เขียนจดหมายถึงสรยุทธ (ขณะอยู่ในห้องคุมขัง และยังไม่ทราบว่าทรัพย์สินถูกนำออกจากเซฟ)

19 สิงหาคม 2556 

            คดีถูกโอนไปยังศาลทหารสูงสุด กระทรวงกลาโหม และมีการยื่นขอประกันตัวเป็นครั้งที่ 4 กระทั่งศาลอนุญาตให้ปล่อยตัว เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ชั่วคราว หลังจากหมอนิ่มคัดค้านมา 3 ครั้ง
            หลังออกจากเรือนจำแล้ว เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ได้ปรึกษาปัญหาครอบครัวและเคยเปรยกับพยานสำคัญรายหนึ่งว่า "จะมีลมหายใจอยู่ถึงเมื่อไรยังไม่รู้" ส่วนทางคนในครอบครัวของหมอนิ่มเองก็เคยทะเลาะเบาะแว้งกับ เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ทั้งเคยชี้หน้าด่าทอและเคยถูกขู่ฆ่าเอาชีวิตกันด้วย

            พยานปากสำคัญ ยังเผยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจอีกว่า ในครอบครัวของหมอนิ่ม จะมี "แม่ใหญ่" ซึ่งเป็นแม่ของพี่ชายต่างมารดาของหมอนิ่ม ที่หมอนิ่มเคารพนับถือ โดยเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ได้ทะเลาะกับหมอนิ่มหลายต่อหลายครั้ง และพยายามจะขอคืนดีด้วย แต่หมอนิ่มไม่ยอม ด้านเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ จึงโทรไปขอความช่วยเหลือจากแม่ใหญ่ หวังให้ครอบครัวกลับมาอบอุ่นเหมือนเดิม

            เมื่อแม่ใหญ่รับปากว่าจะช่วยให้ทั้งคู่คืนดีกัน เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ดีใจมาก แต่ฝั่งแม่ใหญ่ลืมกดวางสายโทรศัพท์ ทำให้เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ได้ยินว่าแม่ใหญ่คุยกับคนในครอบครัวประมาณ 3-4 คน ด่าทอเจ้าตัวอย่างสาดเสียเทเสีย และมีการวางแผนกำจัดให้พ้นออกไปจากครอบครัว อีกทั้งยังมีการพูดถึงทรัพย์สินหลายอย่างด้วย ทำให้เอ็กซ์เก็บอารมณ์ไม่อยู่ เดินทางไปอาละวาดที่บ้านแม่ใหญ่ทันที และได้กล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า "ถ้ากูพกปืนได้เหมือนเมื่อก่อน พวกจบไปแล้ว"

            เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ แจ้งความว่า ถูกภรรยาลักลอบขนทรัพย์สินในตู้นิรภัย ที่ธนาคารกสิกรไทย สาขาสุขาภิบาล 3 ทั้งที่เคยตกลงกับธนาคารไว้แล้วว่า เอ็กซ์ เพียงคนเดียวเท่านั้นที่จะสามารถเปิดตู้นิรภัยนี้ได้ แต่ทางธนาคารกลับยินยอมให้ภรรยาเข้าไปเปิดตู้โดยไม่ต้องเซ็นเอกสารใด ๆ เลย ดังนั้น จึงเชื่อว่าน่าจะมีผู้เบื้องหลังพยายามจะดิสเครดิต

5 กันยายน 2556 

            หมอนิ่มปฏิเสธข้อกล่าวหาลักทรัพย์จากตู้เซฟของธนาคาร โดยระบุว่า ก่อนหน้านี้ เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เคยมอบกุญแจเซฟไว้ให้ 1 ดอก และอนุญาตให้ไขได้ตลอดเพราะถือเป็นทรัพย์สินร่วมกัน โดยเล่าว่าในช่วงที่ไปเยี่ยม เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ในเรือนจำ โดนขู่ว่าหากออกจากเรือนจำไปได้จะนำทรัพย์สินที่มีอยู่ทั้งหมดไปซื้อรถยนต์และไปอยู่กับผู้หญิงคนใหม่ และในฐานะแม่จึงต้องกันทรัพย์สินส่วนหนึ่งไว้เพื่อลูก จึงได้เข้าไปเปิดตู้นิรภัย แต่หยิบมาเฉพาะทรัพย์สินส่วนตัวบางส่วนที่ทำร่วมกันมา
            ทั้งนี้ หมอนิ่ม ยังบอกด้วยว่า หลังจาก เอ็กซ์ ออกจากเรือนจำมา แม้จะไม่มีพฤติกรรมข่มขู่ ติดตาม ทำร้ายอย่างชัดเจน แต่มีคำพูดบางอย่างที่ทำให้ไม่สบายใจ เพราะเคยขู่ว่าจะทำให้หมอนิ่มหมดอนาคตในวิชาชีพด้วยการทำให้ถูกยึดใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ และเอ็กซ์ ก็เคยพูดว่า จะทำให้เกิดโศกนาฏกรรมสมบูรณ์แบบ ซึ่งหมายถึงการฆ่าทุกคนให้ตายและฆ่าตัวเองตายตามเพื่อจะได้ไม่มีใครต้องรับโทษ หมอนิ่มจึงต้องขอให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ช่วยคุ้มครองตัวเองและลูกทั้ง 2 คน

            อีกหนึ่งประเด็นที่น่าสนใจก็คือ หมอนิ่ม ได้ให้สัมภาษณ์ว่า ตนเองเพิ่งแท้งลูกที่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือนครึ่ง เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา และเพิ่งออกจากโรงพยาบาลเมื่อ 2-3 วันก่อน ซึ่งสาเหตุที่แท้งอาจเป็นเพราะความเครียด และตนอาจจะอายุมากแล้ว แต่ยังต้องทำงานอยู่ พร้อมยืนยันว่าไม่ได้ถูกทำร้ายจนแท้ง (อ่านคำสัมภาษณ์เพิ่มเติมได้ที่นี่)

19 กันยายน 2556

            เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ได้มอบดอกไม้ง้อพร้อมกับขอโทษหมอนิ่ม โดยมีนางปวีณา หงสกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นคนกลางเข้าไกล่เกลี่ย ซึ่งหมอนิ่มก็บอกว่าให้อภัยเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ แต่ยังไม่ขอกลับไปอยู่ด้วย เพราะต้องการให้พิสูจน์ตัวเองก่อน

  oif4osdj34ab1ndy6rh-o
19 ตุลาคม 2556

            เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ถูกคนร้ายขับมอเตอร์ไซค์ ประกบยิงเสียชีวิตคารถปอร์เช่ สีดำ บริเวณหน้าวัดบางเพ็งใต้ สุขาภิบาล 3 เขตมีนบุรี ซึ่งทางหมอนิ่ม พอได้รับรู้ข่าวนี้ ก็รีบมายังที่เกิดเหตุภายใน 5 นาที พร้อมกับช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนนำตัวเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ส่งโรงพยาบาลเสรีรักษ์ และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

20 ตุลาคม 2556

            เจ้าหน้าที่ตำรวจวิเคราะห์ว่า คนร้ายที่ยิงเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ มีอยู่ 2 คน ได้แก่ คนขับ 1 คน และคนยิง 1 คน ใช้รถจักรยานยนต์ของผู้หญิง โดยที่คาดว่าคนร้ายน่าจะเป็นมืออาชีพ เนื่องจากยิงไปที่จุดตายและเล็งที่เบาะคนขับเพียงอย่างเดียว

            ขณะที่การสอบสวนหมอนิ่ม ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุได้โทรศัพท์คุยกับเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เรื่องปรับปรุงห้องนอนลูกที่บ้านพักในซอยรามคำแหง 174 ซึ่งทางเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ก็เรียกหมอนิ่มไปคุยที่บ้าน หลังนั้น แต่ว่าแม่หมอนิ่ม เห็นว่ามืดแล้ว ไม่น่าออกไป ดังนั้น เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ จึงขับรถจากบ้านพักซอยรามคำแหง 174 มาที่บ้านพักหมอนิ่มซอยรามคำแหง 162 แทน โดยมีนางสาวหวาน สาวใช้พม่าติดตามมาด้วย เนื่องจากมีพี่สาวทำงานที่บ้านของหมอนิ่ม

            สำหรับสาเหตุที่หมอนิ่มไปยังที่เกิดเหตุได้เร็ว เพราะนางสาวหวานโทรหาในทันทีหลังเกิดเหตุ และบ้านหมอนิ่มกับจุดเกิดเหตุไม่ไกลกันมากนัก ทั้งนี้ ตำรวจไม่สงสัยในคำให้การของหมอนิ่มและนางสาวหวาน เนื่องจากสอดคล้องกัน
            ส่วนทางพ่อและแม่เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เดินทางมารับศพลูกชายที่โรงพยาบาล เพื่อสวดพระอภิธรรมที่วัดพระศรีมหาธาตุ เป็นระยะเวลา 5 วัน
  
21 ตุลาคม 2556

            ตำรวจเริ่มมุ่งเป้าการสังหารเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ไปที่ปมพระเครื่อง เนื่องจากมีข่าวว่านำพระเครื่องไปขายให้หมอหรือคนมีสี โดยที่หมอนิ่มได้เข้ามาสอบปากคำเพิ่มเติมว่า ไม่เคยรู้เรื่องปัญหาพระเครื่องของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ และไม่ติดใจการเสียชีวิต

            ขณะที่นายไชยา สะสมทรัพย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ก่อนที่เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ จะถูกลอบยิงนั้น ได้มาพบนายไชยาที่บ้านพัก จ.นครปฐม 4 ครั้ง โดยที่ไม่ได้พูดถึงปัญหาในสนามพระ พูดแต่เพียงว่าพระของตัวเองหายเพราะถูกหมอนิ่มเอาไป นอกจากนี้ ทำไมธนาคารถึงปล่อยให้หมอนิ่มเข้า ไปรื้อตู้เซฟ นำทรัพย์สินกว่า 30-40 ล้านบาทออกไปได้ เตรียมจะฟ้องธนาคาร แต่นายไชยาได้ห้ามปรามเอาไว้ เพราะกลัวชีวิตคู่จะมีปัญหา ซึ่งการพูดถึงภรรยา เป็นการพูดคุยแค่ครั้งเดียว ส่วนที่เหลือมากินข้าวด้วยกันธรรมดาเท่านั้น

            นอกจากนี้ หมอนิ่ม, พ่อและแม่ของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ยังให้สัมภาษณ์รายการเจาะข่าวเด่นด้วยว่า หลังจากที่เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ออกจากเรือนจำ หมอนิ่มและเอ็กซ์ ก็พูดคุยกันมากขึ้น แวะไปหาลูกที่บ้านบ่อย ๆ อีกทั้ง เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ก็เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ใจเย็น รู้จักคำว่าขอโทษ แต่ทางหมอนิ่มก็ยังไม่ขอย้ายกลับไปอยู่ด้วยกัน เนื่องจากตนเองเป็นลูกคนเดียว และจากเรื่องที่เกิดขึ้นทำให้แม่ไม่สบายใจและเป็นห่วงมาก ตนเองจึงต้องอยู่กับแม่ก่อน
        ส่วน น้องชม ลูกสาวคนโตนั้น ยังไม่ทราบว่าพ่อเสียชีวิตแล้ว เนื่องจาก หมอนิ่ม บอกกับลูกสาวว่า พ่อไปอยู่กับน้องที่เสียชีวิตไปก่อนหน้านี้
            "เมื่อกลางปี นิ่มแท้งลูกคนหนึ่ง พี่เอ็กซ์เขาตั้งชื่อไว้ตั้งแต่เดือนมกราคมว่า ชื่อ อภัยกัน เป็นชื่อที่เขาชอบมาก แต่พอนิ่มแท้ง น้องชมก็บอกว่าน้องอภัยกันไม่สบาย น้องอภัยกันเหงาต้องอยู่คนเดียว เดี๋ยวปาป๊าไปอยู่เป็นเพื่อนก่อน"... หมอนิ่ม กล่าวไว้ในการสัมภาษณ์รายการเจาะข่าวเด่น
23 ตุลาคม 2556
            พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ประกาศตัดปมยาเสพติดออก เนื่องจากเห็นว่า แม้เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เสพยาจริง แต่ก็ไม่ได้เป็นผู้ค้ายา อย่างไรก็ตาม ยังคงประเด็นพระเครื่อง ปัญหาครอบครัว และความขัดแย้งกับสมาคมยิงปืนเอาไว้ก่อน
24 ตุลาคม 2556
            ตำรวจเริ่มมุ่งเน้นประเด็นไปที่ความขัดแย้งในครอบครัวเป็นหลัก เนื่องจากสืบสวนพบว่า เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เคยมีปากเสียงอย่างรุนแรงกับพี่ชายต่างมารดาของหมอนิ่ม และพี่ชายคนนี้ก็เป็นผู้พาหมอนิ่มไปหานางปวีณา ทำให้เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ต้องติดคุก
            นอกจากนี้ ยังมีอีกเหตุผลหนึ่งคือ เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เตรียมแถลงข่าวเปิดโปงผู้อยู่เบื้องหลังการนำทรัพย์สินออกจากตู้เซฟ โดยได้ติดต่อนักข่าวคนหนึ่งเอาไว้ เพื่อแถลงข่าวในวันที่ 18 ตุลาคม 2556 แต่ว่ามี เสธ. คนหนึ่ง บอกให้ยุติการแถลงข่าวและยกฟ้องธนาคารกสิกรไทย
            พร้อมกันนั้น จดหมายที่เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เขียนถึงนายสรยุทธ สุทัศนะจินดา ผู้ประกาศข่าวชื่อดัง เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2556 ได้ถูกเผยแพร่ มีใจความว่า ทางหมอนิ่มและแม่ของตนถูกเพื่อนคนหนึ่ง ยศ พ.ต.ท. พูดคุยและกล่อมว่าเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ติดยาเสพติด ทำให้ทางครอบครัวเกิดความกลัวและกังวลใจ นอกจากนี้ยังยุให้เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เปลี่ยนนายประกัน และเกลี้ยกล่อมให้เข้ารักษา อาการทางจิต เพื่อทำให้กลายเป็นบุคคลไร้สภาพ ไม่มีอำนาจจัดการด้านทรัพย์สิน ขณะที่ตู้เซฟของธนาคารกสิกรไทย จะถูกเปิดได้นั้นจะต้องมีลายเซ็นของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ และกุญแจ 1 ดอกเท่านั้น

            ขณะที่ พ.ต.ท.รัฐวิทย์ แสนทวีสุข บุคคลที่ถูกเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ กล่าวถึงในจดหมาย ก็ออกมายืนยันว่า ไม่ได้หวังฮุบสมบัติของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ แต่อย่างใด แต่ที่ทำไปเพราะต้องการให้เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เลิกยา เนื่องจากตนกับหมอนิ่มสนิทกัน จึงทำให้รับรู้ปัญหาในครอบครัวว่า เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ทำร้ายหมอนิ่มจนไม่กล้าเข้าใกล้ ส่วนประเด็นในจดหมายที่บอกว่าไม่ชอบตน นั่นเป็นเพราะตนหลอกเอ็กซ์ไปบำบัดยาเสพติด
            ในเวลาต่อมา พ.ต.ท.คำรณวิทย์ ได้ตัดประเด็นความขัดแย้งที่สมาคมยิงปืนออกไป ถัดจากประเด็นพระเครื่อง และมุ่งเน้นสืบสวนในเรื่องปัญหาภายในครอบครัวแทน

26 ตุลาคม 2556

            ตำรวจเริ่มมุ่งเน้นไปที่ประเด็นครอบครัวอย่างชัดเจน เนื่องจากได้รับรายงานว่า วันที่ 15 ตุลาคม 2556 ซึ่งเป็นวันก่อนเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เสียชีวิต 4 วัน เอ็กซ์และหมอนิ่มมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง มีการพยายามทำร้ายหมอนิ่ม ก่อนที่เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ จะขับรถออกไปอย่างรวดเร็ว ด้วยเหตุนี้ ตำรวจจึงตั้งข้อสันนิษฐานว่า คนใกล้ตัวหมอนิ่มเป็นผู้บงการ เนื่องจากทนพฤติกรรมเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ ไม่ไหว

            ส่วนคนร้ายนั้นต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการยิงปืนเป็นอย่างมาก เพราะใช้ปืนขนาด 7.65 ที่น่าจะผลิตตามชายเเดนประเทศรัสเซีย และดัดแปลงปืนให้สามารถใช้กับกระสุนปืนขนาด 9 มม. ได้

28 ตุลาคม 2556

            เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า ก่อนที่มือปืนจะยิงเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ จนเสียชีวิตนั้น ดูจากลักษณะแล้ว ไม่ใช่การสะกดรอยตาม แต่เป็นการส่งซิกและยิง นั่นหมายถึงว่า อาจจะเป็นคนในครอบครัวซึ่งรู้ความเคลื่อนไหวของเอ็กซ์ จักรกฤษณ์ เป็นอย่างดี เป็นผู้บอกข้อมูล ซึ่งอาจจะเป็นพี่ชายต่างมารดาทั้ง 2 คนของหมอนิ่มก็เป็นได้

29 ตุลาคม 2556

            พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง เปิดเผยว่า สอบปากคำพยานไปแล้ว 42 ปาก และกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อขออนุมัติหมายจับต่อไป อย่างไรก็ตาม ได้สอบสวนนายทหาร 4 นาย ที่คอยดูแลความปลอดภัยให้หมอนิ่มแล้ว ไม่พบข้อน่าสงสัย 

30 ตุลาคม 2556

            ตำรวจสืบพบว่า นายจักรกฤษณ์ เคยทะเลาะกับครอบครัวของหมอนิ่ม ที่ให้พี่น้องกู้เงินถึง 500,000 บาท และกำลังตรวจสอบกรณีที่นายจักรกฤษณ์เคยนำปืนไปยิงใส่ป้อมยามหน้าหมู่บ้านแห่งหนึ่งที่พี่ชายของหมอนิ่มเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งอาจเป็นประเด็นหนึ่งที่นำไปสู่การลอบสังหารก็เป็นได้

31 ตุลาคม 2556

            เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจค้นรถปอร์เช่ของนายจักรกฤษณ์อีกครั้ง และพบโทรศัพท์มือถือ และเครื่องอัดเสียงซุกซ่อนอยู่ในช่องลับตรงคอนโซลฝั่งคนขับ จึงส่งไปตรวจสอบ และพบว่ามีหลายไฟล์เสียงถูกลบทิ้งไปแล้ว ทั้งนี้ ในช่วงหลังมานี้ นายจักรกฤษณ์มักจะอัดเสียงการสนทนากับบุคคลอื่นไว้ด้วยตลอด เพราะรู้ว่าตนเองไม่ปลอดภัย

5 พฤศจิกายน 2556

            เจ้าหน้าที่ตำรวจพุ่งประเด็นการสังหารไปยังความขัดแย้งระหว่าง เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ และครอบครัวของหมอนิ่ม พญ.นิธิวดี ภู่เจริญยศ โดยออกหมายเรียกเครือญาติของ หมอนิ่มมาทำการสอบสวนมี 4 คน ประกอบด้วย พี่ชายต่างมารดาของหมอนิ่ม นายโต้ง นายหนุ่ย และนายทหารอีกคนหนึ่ง และฝ่ายสืบสวนยังพบเบาะแสผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าเป็นทีมสังหารแล้ว
            นอกจากนี้ ยังพบว่า เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ รู้ตัวว่ามีคนปองร้ายก่อนเสียชีวิตประมาณ 1 เดือน จนต้องเปลี่ยนที่พักบ่อยครั้ง
7 พฤศจิกายน 2556

           หมอนิ่ม ปฏิเสธข่าวที่ว่า เธอไม่ยอมตอบคำถามสื่อมวลชน และไม่ให้ความร่วมมือเข้าให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยระบุว่า ช่วงที่ผ่านมาต้องพาลูก ๆ ไปเที่ยวทะเลตามคำสัญญาที่นายจักรกฤษณ์เคยให้ไว้กับลูก พร้อมกับยอมรับว่า เคยทะเลาะกับนายจักรกฤษณ์ก่อนจะเกิดเหตุลอบยิงไม่กี่วันจริง แต่สาเหตุเกิดจากนายจักรกฤษณ์เข้าใจผิดว่าตนแชทคุยโทรศัพท์กับคนอื่นในร้านทำผม จึงเดินมาถามเฉย ๆ ไม่ได้มีเหตุการณ์รุนแรงใด ๆ ทั้งสิ้น
           อย่างไรก็ตาม หมอนิ่ม บอกด้วยว่า มีสื่อหลายฉบับที่ลงข่าวบิดเบือน เพราะบางเรื่องตนเองก็ไม่เคยให้สัมภาษณ์ แต่กลับนำข่าวไปลงเองแบบผิด ๆ  
9 พฤศจิกายน 2556

            กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ได้แถลงข่าวการจับกุมตัวนายจิรศักดิ์ หรือจี กลิ่นคล้าย อายุ 33 ปี มือปืนลอบสังหาร เอ็กซ์ จักรกฤษณ์ โดยสารภาพว่า ได้รับการว่าจ้างจากทนายอี๊ด นายสันติ ทองเสน ด้วยค่าจ้าง 2 แสนบาท โดยแบ่งกับนายอ้น ธวัชชัย เพชรโชติ คนขับขี่รถจักรยานยนต์คนละ 1 แสนบาท ก่อนแยกย้ายกันหลบหนี

10 พฤศจิกายน 2556

            พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล พร้อมชุดสืบสวนได้แถลงข่าวการจับกุม น.ส.วรพรรณภูรี มนตรีอารีกุล หรือ เจ๊แหม่ม ผู้จัดหาทีมสังหารนายจักรกฤษณ์ โดยให้การรับสารภาพว่ารับจ้างจาก นางสุรางค์ ดวงจินดา มารดาของพญ.นิธิวดี และพญ.นิธิวดี ในราคา 1.2 ล้านบาท

            โดย เจ๊แหม่ม สารภาพว่า ก่อนเกิดเหตุ 3-4 เดือน นางสุรางค์ได้มาปรึกษาว่าจะทำอย่างไรดี เพราะลูกสาวถูกนายจักรกฤ

ขอขอบคุณที่มาจาก : http://pantip.com/topic/35927005

 
Advertisement
loading...
0
0
0