“คนไทยพูดไม่เชื่อ ต้องให้ต่างชาติมาบอก” คำพูดตัดพ้อของในหลวง ร.9 ที่ทำให้ต้อง..ฉุกคิด !

   
advertisement
%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-1


     วันนี้ไปฟังสัมมนาที่ CU Innovation Hub มา กะว่ายังไงก็จะมาแชร์เรื่องนี้ให้ได้ คุณลลิต ถนอมสิงห์ ผู้ช่วยเลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ท่านเล่าว่า...

      นานมาแล้ว ในหลวง พระองค์ท่านอยากจะสร้าง 'เขื่อนปิดปากถ้ำหินปูน' เพื่อกักเก็บน้ำไว้ใต้ดินสำหรับชาวบ้าน แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยนั้น ไม่มีใครเชื่อว่าทำได้ และโครงการก็ต้องหยุดไป 30 ปีต่อมา ทางมูลนิธิชัยพัฒนา ติดต่อผู้เชี่ยวชาญจากญี่ปุ่นให้มากราบทูลพระองค์ท่านเรื่องเขี่อนปิดปากถ้ำหินปูน ก่อนที่จะเริ่มต้นการนำเสนอ ทีมงานได้ยินในหลวงทรงเปรยๆ ออกมา 

"คนไทยพูดไม่เชื่อ ต้องให้ต่างชาติมาบอก"

ทีมงานฟังแล้วก็ตกใจ รู้ว่าทรงกริ้วอะไรสักอย่างแน่ๆ ดร.สุเมธ เลขาธิการมูลนิธิ หันไปเจอสมเด็จพระเทพฯ ท่านแอบรับสั่งว่า

 "ตะกี้ตอนนั่งมาในรถ ก็โดนเหมือนกัน"

จนแล้วจนรอด ในหลวงก็รับสั่งให้สร้างเขื่อนปิดปากถ้ำหินปูนอีกครั้ง คราวนี้ให้ไปหาผู้ออกแบบและรับเหมาที่จะทำให้ได้ทีมงานออกไปเสาะหาผู้ออกแบบและรับเหมา กี่ราย กี่ราย ก็ได้คำตอบว่า "ทำไม่ได้" ทำแล้วเขื่อนจะต้องรั่วแน่ๆ ไม่มีใครอยากเสี่ยง ทีมงานหลายฝ่ายถึงกับแอบบ่นว่า "ไปตามใจพระองค์ท่านทำไมกัน"

 

%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-1

แต่สุดท้ายก็ได้ผู้ออกแบบรับเหมาที่ใกล้เกษียณมาช่วยทำงาน เขื่อนสร้างเสร็จแล้วก็เป็นไปตามคาด รั่วตามระเบียบ ต้องทำการอุดรูรั่ว อยู่ตลอดสามปี ทีมงานไม่เข้าใจจริงๆว่าจะทำไปเพื่ออะไร ในระหว่างนั้นก็ยังได้รับรับสั่งจากพระองค์ท่านเพิ่มเติมว่า ต่อไปนี้ให้ทำเขื่อนปิดปากถ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ทีมงานถึงกับ 'อึ้ง' และไม่สบายใจมาก ไปปรึกษากับอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย เชียงใหม่ก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่าจะทำให้เขื่อนนี้ใช้งานได้อย่างไรกัน จนต้องส่งอีเมลไปถามความเห็นจากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่ต่างประเทศหลายคน อีเมลที่ส่งกลับมาจากต่างประเทศทุกฉบับถามว่า 

"ไอเดียนี้ ใครเป็นคนคิด"

ทีมงานก็ตอบกลับไปว่า "My King"

อีเมลทุกฉบับตอบกลับมา ยาวบ้าง สั้นบ้าง แต่มีใจความเหมือนกันว่า 

"Genius"

ชาวบ้านบริเวณนั้นไม่เคยประสบปัญหาน้ำแล้งอีกเลย เนื่องจากมีน้ำที่กักเก็บใต้ดิน และน้ำที่เซาะตามร่องหินทำให้ดินชุ่มชื้นอยู่ตลอดเวลา

ในหลวงทรงคิดได้เมื่อ 30 ปีที่แล้ว แต่ไม่มีใครยอมทำให้พระองค์ท่าน ราคาที่ญี่ปุ่นเสนอมาคือ 2000 ล้านบาท แต่ของในหลวงสร้างใช้เพียง 13.5 ล้านบาท

"คนไทยพูดไม่เชื่อ ต้องให้ ต่างชาติมาบอก" คำพูดตัดพ้อที่ทำให้ต้อง 'ฉุกคิด'

เรื่องของ 'นวัตกรรม' คนไทย ทำได้ ในหลวงท่าน 'พิสูจน์' มาแล้วทั้งชีวิต

 

advertisement
 

 

-----------------------------------------------

อีกบทความที่มีการเล่าอธิบายในเรื่องนี้

สุดยอดนวัตกรรมของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 

บทความ: รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน

 

%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-2

     อยู่ในวงการวิจัยและพัฒนามาทั้งชีวิต ยากที่สุดไม่ใช่เรื่องการทำงานวิจัยเพื่อตีพิมพ์ในวารสารทางวิชาการหรือเพื่อนำเสนอในงานประชุมวิชาการ แต่เป็นการนำงานวิจัยไปพัฒนาเป็นนวัตกรรมต่างหาก ว่ากันว่าประเทศไทยที่หลุดออกจากกับดักประเทศรายได้ขนาดกลางไม่ได้ก็เพราะมีงานนวัตกรรมน้อยเกินไปนี่แหละ ผมโชคดีอยู่หน่อยตรงที่มีงานนวัตกรรมเป็นของตนเองสองสามชิ้น บางชิ้นกลายเป็นผลิตภัณฑ์ในตลาด แต่เชื่อหรือไม่ว่า ทั้งผมและนักวิชาการในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่กลับมีงานนวัตกรรมน้อยกว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทร์มหาภูมิพลอดุลยเดชฯ ที่พวกเราเรียกพระองค์ง่ายๆว่า ในหลวง ที่แม้ไม่ทรงอยู่ในวงการวิชาการในมหาวิทยาลัยก็ตาม เรื่องนี้จึงน่าประทับใจอย่างยิ่งงานนวัตกรรมด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของในหลวงมีมากมายที่รู้จักกันดีคือ ฝนเทียม ที่ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น ฝนหลวง นอกจากนี้ยังมีเรื่องพลังงานจากแอลกอฮอล์และปาล์มน้ำมัน

    พักหลังยังมีเรื่องของระบบแก้มลิงที่ใช้กักเก็บน้ำเพื่อรอการระบายตามแรงโน้มถ่วง เรื่องของกังหันน้ำชัยพัฒนาแบบทุ่นลอยที่ใช้เติมออกซิเจนให้กับน้ำเสีย การแกล้งดินเพื่อฟื้นฟูดินที่สูญเสียสภาพการเพาะปลูกไปแล้ว เรื่องของหญ้าแฝกที่เป็นกำแพงธรรมชาติ แถมด้วยเรื่องของเขื่อนดินและเขื่อนแบบอื่นอีกมากมาย ในฐานะเจ้าของคอลัมน์วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในนิตยสารสยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ที่เขียนมานานเกินยี่สิบปี มีคนถามผมว่างานนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของพระองค์ท่านชิ้นไหนที่ผมประทับใจที่สุด ตอบทันทีว่าคือเขื่อนปิดปากถ้ำหินปูนเพื่อสร้างอ่างเก็บน้ำใต้ดินซึ่งไม่ค่อยมีใครกล่าวถึงกันสักเท่าไหร่ นักวิชาการด้านชลประทานในประเทศรวมทั้งข้าราชการด้านนี้เคยคัดค้านกันด้วยซ้ำ ทว่าเมื่อลองทำตามแนวทางพระราชดำริกลับประสบผลสำเร็จชนิดหักปากกาเซียน

 

%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%ab%e0%b8%a5%e0%b8%a7%e0%b8%87-3

     เมื่อครั้งเข้าอบรมในโครงการภูมิพลังแผ่นดินของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นครั้งแรกที่ผมได้ยินเรื่องราวของเขื่อนปิดปากถ้ำหินปูนที่ว่านี้ หลังจากนั้นยังได้ฟังเพิ่มเติมอีกสองสามครั้ง คำบอกเล่ามาจากคนหลายคนโดยหนึ่งในนั้นคือคุณลลิต ถนอมสิงห์ ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนา เล่าให้ฟังว่างานนี้ในหลวงทรงกำหนดแนวพระราชดำริไว้นานกว่า 30 ปีแล้ว โดยทรงแนะนำให้ทางกรมชลประทานทำเขื่อนปิดปากถ้ำหินปูนบนภูเขาซึ่งสามารถทำได้หลายที่ แนวพระราชดำรินี้ทรงนำเสนอมานานทว่าข้าราชการยังไม่คลายกังวลเนื่องจากถ้ำหินปูนใต้ดินเป็นรูพรุนทำให้กักเก็บน้ำที่ไหลผ่านออกมาจากตาน้ำได้ยากหากทำเขื่อนน้ำคงซึมหายลงใต้ดินไปหมด

    อย่างไรก็ตาม เมื่อทรงยืนยันนานนับสิบปีในที่สุดข้าราชการยอมรับสนองตามพระราชประสงค์นั่นคือสร้างเขื่อนปิดปากถ้ำหินปูนขึ้น และเป็นอย่างที่คาดคือเขื่อนไม่สามารถกักน้ำให้มีระดับสูงขึ้นได้ น้ำที่ไหลออกมาจากตาน้ำในถ้ำเมื่อถูกเขื่อนกั้นไว้ต่างซึมหายไปมาก สิ่งที่ข้าราชการและนักวิชาการไม่ทันคิดคือน้ำที่ไหลซึมลงใต้ดินนั้นเป็นเสมือนการสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ขึ้นใต้ดินที่แต่เดิมไม่เคยมี ชาวบ้านพื้นราบรอบภูเขาที่คุ้นเคยกับความแห้งแล้งไม่สามารถทำเกษตรกรรมได้

    เนื่องจากน้ำไหลลงสู่พื้นราบด้านล่างไปหมด นับตั้งแต่มีเขื่อนปิดปากถ้ำหินปูนขึ้น พื้นดินรอบภูเขาเปลี่ยนสภาพเป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ สามารถทำเกษตรกรรมหลายชนิด สร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้านรอบพื้นที่ เรื่องราวอย่างนี้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวิถีชีวิตของชาวบ้านอย่างมากทว่าไม่เป็นที่รับรู้กันสักเท่าไหร่ อาจารย์ผู้เล่าเล่าให้ฟังว่านักวิชาการด้านชลประทานที่เคยคัดค้านแนวพระราชดำริเคยนำเรื่องนี้ไปปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญด้านชลประทานชาวต่างชาติหลายคน

    หลังจากได้เห็นรายละเอียดของโครงการตามพระราชดำริโครงการนี้แล้ว นักวิชาการต่างชาติที่ว่านั้นต่างแสดงความเห็นมาว่าแนวคิดเช่นนี้จะเป็นของใครก็แล้วแต่ บอกได้อย่างเดียวว่าเจ้าของความคิดนั้นต้องเป็นอัจฉริยะที่คิดต่างจากทฤษฎีทางชลประทานทั่วไป ข้าราชการผู้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาตอบสั้นๆว่าผู้ที่คิดโครงการที่ว่านั้นคือ “My King”

พวกเราจึงภูมิใจเหลือเกินกับพระองค์ท่าน

     จึงสมแล้วที่ พ.ศ. 2543 คณะรัฐมนตรีพร้อมใจถวายพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าพระปรมินทร์มหาภูมิพลอดุลยเดชให้ทรงดำรงฐานะ “พระบิดาแห่งเทคโนโลยีไทย” โดยกำหนดให้วันที่ 19 ต.ค. ซึ่งเป็นวันที่พระองค์ทรงอำนวยการสาธิตฝนหลวงครั้งแรกให้เป็น “วันเทคโนโลยีไทย”

น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดมิได้

ขอบคุณ FB Kaweewut Tong Temphuwapat ขอบคุณ http://news.muslimthaipost.com/news/27348

ขอขอบคุณที่มาจาก : oknation.nationtv.tv

 
Advertisement
loading...
0
0
0