ประสบการณ์ตรง วิธีเลือกซื้อเครื่องดูดฝุ่นปี 2020 จากคนที่บ้าความสะอาด

   
advertisement
advertisement

      เป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ในการทำความสะอาดที่หลายบ้านจะต้องมีติดบ้านไว้ สำหรับ เครื่องดูดฝุ่น อุปกรณ์ที่ทำให้เกิดการดูดเพื่อเอาเศษจากพื้นเบาะผ้าม่านและพื้นผิวอื่นๆ หลายคนอาจจะกำลังมองหาอยู่ว่าซื้อยี่ห้อไหนดี วันนี้เราจะพาไปดูรีวิววิธีเลือกซื้อเครื่องดูดฝุ่นยุคปี 2020...ประสบการณ์ตรงจากคนที่บ้าความสะอาด เป็นยังไงนั้นตามไปดูกันเลยครับ 

      ทั้งชีวิต ตลอดเวลา 40-50 ปี ผมใช้เครื่องดูดฝนมาเกิน 30 เครื่อง ตามในรูป  ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น บางเครื่องผุพัง สูญหายเวลาย้ายที่อยู่ ฯลฯ ทั้งเพราะแพ้ฝุ่นและความชอบความสะอาดและชอบทดลอง จึงมีเยอะเหมือนคนบ้า 55 หลายๆเครื่องก็ได้มาฟรี เป็นของแถม หลายๆเครื่องก็ซื้อเอง วันนี้อยากมาแนะนำประสบการณ์เลือกซื้อ ให้คนที่สนใจ 

       เครื่องดูดฝุ่น ถือว่าเป็นอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ที่ทนทานมากๆ เครื่องแรกในชีวิต   แม่ซื้อตอนผมเป็นเด็ก   ไม่มีเงินแต่ด้วยความรักสงสารที่ผมแพ้ฝุ่น จึงต้องผ่อน Electrolux ราคาร่วม3หมื่น ถือว่าแพงมากๆในยุคที่ทองบาทละ6-7พัน ใช้งานได้ถึงผมเรียนจบมห่ลัย  ก็ร่วม20ปี

       หลายคนมีปัญหา ดังนี้

       1.ซื้อมาแล้ว ขี้เกียจลากออกมาใช้ จากตู้หรือห้องเก็บของ เพราะไม่ชอบวุ่นวายกับเครื่องที่ใหญ่  ลากสายไฟยาวๆ   สายท่อดูดระเกะระกะ
...ดังนั้น  คำแนะนำแรกสุด  คือ   เลือกซื้อเครื่องขนาดพอดีๆ   สวยๆตั้งวางในห้องได้เลย(อย่าเก็บเข้ากล่อง เข้าตู้ เข้าห้องเก็บของ) พร้อมจะตั้งโชว์ และพร้อมใช้ตลอด

       2.ซื้อมาแล้ว  ใช้ได้ครั้งสองครั้ง รู้สึกเสียงดัง เกรงใจข้างห้องหรือเพื่อนบ้าน....ดังนั้น คำแนะนำที่2 คือ เลือกตัวที่เสียงไม่ดัง ถ้าได้ประมาณ65-70เดซิเบล จะดีมาก อย่าไปงมงายหลงเชื่อเซลหรือโฆษณาเรื่องกำลังวัตต์ ของมอเตอร์  ยิ่งวัตต์สูง ยิ่งดูดแรงแต่เสียงดัง เพราะแรงเกิน ก็อาจเกินความจำเป็น เพราะตั้งใจซื้อมาดูดฝุ่น ไม่ได้เอามาดูอย่างอื่น

       3.เลือกประเภทของเครื่องให้เหมาะกับ สภาพห้อง สภาพนิสัยตัวเอง สภาพทางการเงิน ซึ่งจะได้แนะนำต่อไป

       ก่อนอื่น ต้องรู้ว่าเครื่องดูดฝุ่นมาตรฐาน จะต้องระบุสเปคที่สำคัญ

       1.กำลังวัตต์ของมอเตอร์ จะได้รู้ว่ากินไฟแค่ไหน ปลั๊กและสายปลั๊กพ่วง ทนรับไหวโดยไม่ไหม้...แต่อย่าสำคัญผิดว่า  ยิ่งวัตต์สูงยิ่งดี เพราะบางทีวัตต์ที่ต่ำกว่าแต่ออกแบบระบบการดูดดีกว่า ก็ดูดได้แรงกว่า เคื่องที่วัตต์สูง และยิ่งมอเตอร์วัตต์สูงยิ่งเสียงดังน่ารำคาญ นอกจากกินไฟ

       2.แรงดูด มีทั้งบอกเป็นแอร์วัตต์มอเตอร์วัตต์/แรงม้า แรงดูดจริงเป็นมิลลิบาร์หรือปาสคาล...ที่สำคัญสุดคือ บอก้ป็นมิลลิบาร์หรือปาสคาลครับ เพราะเข้าใจง่ายและเป็นแรงดูดจริงจากปลายท่อดูด    จริงๆแล้ว แค่ 120-160 มิลลิบาร์ ก็โอเคแล้ว กับงานบ้าน

       3.ระดับความดัง จะได้รู้ว่าเราอยู่คอนโดเราอยู่แฟลตเราอยู่หอ เราอยู่ทาวน์เฮ้าส์เราอยู่บ้านเดี่ยว ...แบบไหน ที่จะสร้างปัญหา ให้เพื่อนบ้านน้อยที่สุด

       4.อีกข้อที่สำคัญคือ เครื่องที่ใช้มอเตอร์ไฟ 220VAC ต้องเลือกรุ่นที่มีระบบตัดไฟเมื่อมอเตอร์ร้อนจะได้ไม่ไหม้ หลายๆคน บอก ซื้อที่ไร ก็เชื่อแต่ที่เซลเชียร์เรื่องวัตต์ทุกที ไม่เคยดูข้อ2และ3ที่ถือว่าสำคัญมากๆ

       แบบแรก ที่นิยมใช้กันทั่วไป คือ แบบลากพื้นคล้ายทรงกระสวย ส่วนใหญ่จะมีระบบตัดไฟอัตโนมัติมาด้วย   เพราะมอเตอร์มักมีขนาดไม่ใหญ่  ใช้งานหนักต่อเนื่องไม่ดีนัก เหมาะกับบ้านเล็กๆ ปัจจุบันเลือกใช้แบบกล่องเก็บฝุ่นจะสะดวกกว่าแบบถุงเก็บฝุ่นครับ อีกทั้งระบบกล่องมักออกแบบให้ลมไหลเวียนแบบไซโคลน  เพิ่มพลังดูดโดยไม่ต้องเพิ่มขนาดหรือกำลังวัตต์มอเตอร์ เครื่องขวามือ  อายุ  20ปีพอดี  ผมเก็บ  ไม่ได้ใช้แล้ว    รอจังหวะมีที่ใช้หรือมีคนอยากได้

     แบถัง แบบนี้ มักผลิตออกมาสำหรับ เก็บฝุ่นเยอะๆ  และทำได้3อย่าง ดูดฝุ่น ดูดน้ำ เป่าลม เวลาดูดดน้ำ ต้องเช็คว่า ในตัวถังมีวาล์วหรือลูกลอยกัน้ำเข้ามอเตอร์ตรงใส้กรองด้วยเสมอ เครื่องแบบนี้ มักออกแบบมาไม่เกรงใจใครเรื่องเสียงดังครับ เพราะมักใช้ในห้างร้าน โกดัง  โรงงาน ยกเว้นรุ่นดีๆ ที่ใช้ในงานโรงแรม จะดังแค่66-68เดซิเบล

       ใครที่ใช้งานหนัก อาจจะโมดิฟาย ทำกล่องเก็บเสียงที่ระบายความร้อนได้ดี และทำถังเก็บฝุ่นแยก เป็นระบบไซโคลน  ด้วยก็ได้ อุปกรณ์ก็หาซื้อตามเวบ วิธีทำก็เปิดดูจาก you tube ได้เลย อย่างของผม ก็ทำไว้ใช้ ในโรงไม้ส่วนตัว        ส่วนใคร ที่ชอบซ่อมเอง หรือ ทำเองทั้งหมด ก็หาซื้ออุปกรณ์ต่างๆ และมอเตอร์ มาทำได้เอง ปัจจุบันมอเตอร์คุณภาพดีจากจีนราครา  ไม่ถึงพันแล้วครับ

advertisement
 

       ต่อไป แบบดูดผ่านน้ำ ก้ไม่ได้หมายความว่า  ฝุ่นและลมที่ดูดจะมุดดำน้ำครับ แค่กล่องเก็บฝุ่นออกแบบให้มีน้ำ   แล้วฝุ่นตกลงน้ำแค่นั้น เพื่อลดการฟุ้งกระจายของเศษตัวไรฝุ่น  ในคนที่เป็นภูมิแพ้ เปิดกล่องเก็บฝุ่นดู  บางคนจะอาเจียนกับภาพที่เห็นได้เหมือนกัน55 ว่า...นี่หรือ ที่ออกมาจากที่นอนเรา พวกนี้ มักใช้กับการดูดไรฝุ่นตามที่นอน โซฟา ต้องลงทุนเยอะหน่อยครีบ   เพราะมักมีราคาแพง  บางยี่ห้อไปถึงเกือบแสน

     แบบด้ามจับ คล้ายๆไม้กวาด แบบนี้ ถ้าแบบมีสาย กำลังมอเตอร์มักจะปประมาณ800วัตต์ แรงดูดก็140-160มิลลิบาร์ มากเพียงพอต่อการใช้งานในบ้าน ถ้าแบบ ก้านไม้กวาดไฟฟ้า ราคาไม่กี่ร้อย แต่อย่าไปดูถูกมันเชียว ถ้าใช้งานเหมาะสม และดัดแปลงแบตเตอรี่เป็น รับใช้เราได้หลายปีครับ

      แบบมือถือ   อันเล็กๆ  หรือ  ต่อท่อดูดยาวได้ ระวังเรื่องแบตฯครับ ถ้าแพงหรือเปลี่ยนเองไม่ได้   จะหนักใจเวลาแบตเสื่อมครับ รุ่นไหนใช้แบตนิเกิลอย่าได้ซื้อมาเชียว เลือกแบบลิเธียมครับ พวกนี้มักมีราคราที่ค่อนข้างสูง แต่ปัจจุบันก็ลดลงมากแล้ว

       อ่านแล้ว รู้มากขึ้น แต่ยังงงกับตัวเองว่า แล่วจะเลือกอะไรดี ผมฟันธงให้ว่า   สำหรับบ้านเล็กๆ   หรือ   ห้องคอนโด พื้นที่ไม่มาก ค่อยๆทำประจำ  ไม่ปล่อยจนสกปรกมากแล้วทำ แบบไร้สาย สวยๆ  ใช้ง่าย จะลงตัวสุด เห็นตัวไม่ใหญ่เท่าแบบถัง อย่าไปดูถูกแรงดูดมันเชียวครับ ปัจจุบันมอเตรอ์รอบสูงและการออกแบบระบบดูดแบบไซโคลน ทำให้แรงดูดไปถึง 25,0000Pa หรือเทีนยบเท่ากับ 250 มิลลิบาร์เท่ากับถังดูดระดับโรงแรมใช้แล้วครับ

      ที่แนะนำแบบนี้ เพราะใช้งานง่าย จึงมีโอกาสได้ใช้จริงๆแน่นอน...ไม่ใช่เก็บไว้เฉยว่าสเราก็มีเครื่องดูดฝุ่นแต่เวลาทำความสะอาดจริงคว้าไม้กวาดซะงั้น55 แต่จะเลือกรุ่นไหน ยี่ห้อไหน ก็แล้วแต่ท่านครับ พิจารณาตามหลักที่ผมแนะนำ เรื่องแบตฯสำคัญที่สุดครับ เปลี่ยนเองได้  ราคาไม่แพงเกิน

     เป็นประโยชน์กับคนที่กำลังหาข้อมูลจะซื้อเครื่องดูดฝุ่นในช่วงนี้อยู่ ก็อ่านแล้วอาจจะเป็นข้อมูลได้ไม่มากก็น้อยนะครับ แบบไหนเหมากับการใช้ง่ายของคุณเลือกได้เลย 

เรียบเรียงโดย : thaihitz.com ขอขอบคุณข้อมูลจาก Dr.Chan  

Advertisement
0
0
0