หนุ่มไทยเล่า จากเด็กบ้านนอก สู่การเป็นทหารสหรัฐฯ ไม่ใช่ฝันที่เป็นไปไม่ได้

   
advertisement
advertisement

       จากกรณีที่โลกออนไลน์มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปถึงครูท่านหนึ่ง ที่ได้ดับฝันเด็กที่ฝันอยากจะเป็นทหารอเมริกา ด้วยการเขียนตำหนิว่า เป็นความฝันที่เป็นไปไม่ได้ ทำให้หลายคนมองว่า ครูดับฝันเด็ก และได้เห็นอีกว่า แท้จริงแล้วมีคนไทยมากมายที่ได้ร่วมงานกับกองทัพอเมริกา

       เช่นเดียวกับผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Pattara Niyom ที่ได้ออกมาเล่าประสบการณ์ จากเด็กบ้านนอกคนหนึ่ง กลายเป็นทหารสหรัฐ เพื่อให้กำลังใจนักเรียนที่มีความฝันในด้านนี้ โดยได้ระบุว่า... 

       จากกรณีข่าวในประเทศไทย ที่มีเด็กฝันอยากเป็นทหารในกองทัพบกสหรัฐ แล้วโดนครูสั่งให้แก้คำตอบ ผมในฐานะทหารกองทัพบกสหรัฐ ขอบอกเล่าประสบการณ์เพื่อเป็นกำลังใจให้กับน้อง ๆ ทุกคน (ยาวหน่อย แต่ถือว่าอ่านบทความชีวิตสั้นๆครับ)

       ผมเป็นคนนครศรีธรรมราชโดยกำเนิด เกิดในครอบครัวที่พ่อแม่รับราชการ ในชั้นผู้น้อย บรรพบุรุษมีทั้งเชื้อสายไทย และจีน ทำไร่ ทำสวน ทำนา ฐานะที่บ้านปานกลาง ไม่ร่ำรวย เริ่มเรียนจากโรงเรียนในอำเภอโดยที่ไม่ได้เรียนภาษาอังกฤษเลย จนย้ายมาเรียนชั้นประถม ที่โรงเรียนราชบพิธที่กรุงเทพ ตอนชั้นป.4 และเริ่มเรียนภาษาอังกฤษ เริ่มท่อง ABC ตอนป.4 ทั้งๆที่ตอนนั้นภาษากลางเองก็ยังพูดไม่ได้ ติดทองแดงตลอด เพื่อนล้อตลอด ต้องอยู่หลังเลิกเรียนกับครูประจำชั้นหลายเดือน เพื่อฝึกพูดภาษากลาง เกรดภาษาอังกฤษแย่มาก จนน่าตกใจ แต่ก็ได้ครูช่วยเหลือมาตลอด จนได้เข้าเรียนมัธยมที่วัดราชบพิธ ด้วยความตั้งใจ ก็ได้เรียนในห้องคิงส์ เกรดการเรียนก็พอไปได้ ไม่ใช่ท็อปของห้อง เกรดภาษาอังกฤษ ก็ยังแย่มาก เกรดไม่ดี ส่วนวิชาที่ชอบ คือ สังคม ซึ่งเป็นวิชาที่สอบได้คะแนนดี จนชั้นมัธยมปลาย ความฝันในตอนนั้นอยากจะเป็นหมอ ได้ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลศิริราชช่วงปิดเทอม แต่ใจอยากเรียนสายสังคมมากกว่า แต่สิ่งที่จำเสมอมาจากโรงเรียนคือ ผมรักราชบพิธ สิ่งที่ผิดผมไม่ทำ คำขวัญนี้ติดตัวมาเสมอจนถึงปัจจุบัน

       จนโอกาสมาถึง ด้วยวิสัยทัศน์ของคุณพ่อ ที่ให้ไปลองสอบภาษาเพื่อไปโครงการแลกเปลี่ยน จนผ่านแบบเฉียดฉิว ได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา ในชั้น ม.6 ที่นั่น 1 ปี การไปต่างประเทศในครั้งแรก กว่าภาษาจะดี ต้องใช้เวลาถึง 4 เดือนกว่าจะเริ่มสื่อสารได้ดี โดยขณะนั้น ได้ไปเยี่ยมชมมหาวิทยาลัยในเมือง แล้วฝันอยากมาเรียนที่นั้น จนกลับมาไทยเพื่อมาเทียบเกรด จบม.6 หลังจากนั้นก็ฝันอยากไปเรียนเมืองนอก แต่โอกาสก็ไม่มี เพราะที่บ้านไม่ได้มีฐานะดีนัก จนได้โอกาส สมัครเข้าโครงการไปเรียนภาษา แล้วเข้าเรียนในมหาลัยอเมริกาด้วยค่าเรียนที่ไม่แพงมาก แม่ให้เลือกว่า ถ้าเรียนที่ไทย แม่ส่งได้ ไม่ต้องลำบาก แต่ถ้าไป เรียนเมืองนอก แม่ช่วยได้แค่เทอมเดียว ลูกต้องหางานทำเอง ส่งตัวเองเรียน ผมเลือกที่จะไปผจญภัยตามความฝัน โดยเริ่มเรียนภาษาจนสอบผ่าน ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยในสหรัฐ หลังจากนั้นก็ตั้งใจเรียน จนเกรดเฉลี่ยดี โดยระหว่างนั้น ทำงานร้านอาหารจีนหลังเลิกเรียน รถไม่มี ปั่นจักรยานไปทำงาน บางครั้งปั่นกลับกลางคืน 3-4 ทุ่ม หรือไม่ก็ฝ่าฝนกลับหอ ระยะทางไปกลับ 6 กิโล เพื่อเก็บเงินไว้จ่ายค่าเทอม จนเกรด 2 เทอมผ่านไปดี ก็ทำเรื่องย้ายไปมหาวิทยาลัยที่ดีกว่าในรัฐเดียวกัน เรียนอยู่ 2 ปี จนเกรดเฉลี่ยสูง ระหว่างนั้นทำงานไปด้วย ช่วงที่ย้ายมาที่นี่ หนักสุดๆ ทำงานสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง เรียนเต็มเวลา แต่ด้วยความตั้งใจ และทุ่มเท ก็สามารถทำเรื่องย้ายไปเรียนที่มหาวิทยาลัยที่ฝันจะเข้าเรียนตั้งแต่แรกจนสำเร็จ ตอนนั้นพอรู้ว่าเขารับเข้าเรียน ดีใจมากที่สิ่งตั้งใจตามฝัน กลายเป็นจริง

       (ข้อคิด คือ ถ้าเราฝัน แล้วไปทางตรงๆมันลำบาก เราอาจจะต้องอ้อมไปทางที่ไกลกว่า แต่สุดท้ายแล้ว เราจะถึงจุดหมายเหมือนกัน ถ้าเราเลิกกลางคัน ยอมแพ้ เราก็จะไปไม่ถึงฝันนั้น)

       หลังจากได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยที่ฝัน หลังจากเรียนที่มหาลัยอื่น 3 ปี สุดท้ายก็ได้จบรัฐศาสตร์ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตามที่ฝัน ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 ทำให้ได้รับโอกาสเข้าสมัครต่อปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยมินิโซต้า ในสาขาเดียวกัน จนได้เรียนจบปริญญาโทในมหาลัยชั้นนำของสหรัฐ

       จนมีโอกาสได้ค้นหาข้อมูลแนวทางในการทำงานของคนต่างชาติบนเว็บ ก็เจอโครงการ Mavni ซึ่งเปิดโอกาสให้คนต่างชาติที่เข้ามาถูกกฎหมาย เข้าสมัครทหารในกองทัพบกสหรัฐ ด้วยความที่ชอบทหารมาตั้งแต่เด็ก เลยขอทำตามความฝัน ในการสมัครทหาร ถึงแม้ตอนนั้น น้ำหนักจะเกินเกณฑ์มามาก แต่ด้วยความตั้งใจ และใจที่สู้ ก็สามารถผ่านเกณฑ์ต่างๆ จนได้เข้าฝึกทหารของกองทัพบกสหรัฐ ในระยะเวลาหลายเดือน ซึ่งต้องใช้กำลังใจที่สูงมาก กว่าจะผ่านมาได้ หลังจากนั้นได้ประจำการในหน่วยขนส่ง ในฐานทัพสหรัฐอเมริกา 3 ปี และประจำการในเกาหลีใต้ 1 ปี

       ประสบการณ์ในการรับราชการ ถือว่ามีคุณค่าต่อประสบการณ์ชีวิตเป็นอย่างยิ่ง ในการเรียนรู้วิชาทหาร อีกทั้งได้เผยแพร่ประเทศไทยให้เพื่อนทหารได้รู้จัก และมาเที่ยวประเทศไทยในวันข้างหน้า การมาเป็นทหารสหรัฐเป็นประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้ วิชาการรบ และการเอาตัวรอด

       หากใครถามผมว่าเสียดายไหมที่ต้องเป็นทหารสหรัฐ เพราะ บางครั้งทำงาน 10 วัน ไม่มีวันพัก ทำงาน ตี 2 ถึง 10 โมงเช้า เรียกรวมพลด่วนตอนตี 2 เวลาทำงาน คือ เริ่มเข้าแถว 6 โมงเช้า แล้วทำงานยาวไปถึง 5 โมงเย็น หรือดึกกว่านั้น ผมจะตอบเขาว่าไม่ เพราะมันเป็นความฝันที่อยากเป็นทหาร (แต่ถ้างานไม่มี ก็ไม่ทำอะไรมาก ไปตรวจรถ ตรวจยุทโธปกรณ์)

       หากน้องคนที่อยากเป็นทหารสหรัฐถามพี่ว่า น้องจะไปเป็นทหารบกสหรัฐได้ไหม พี่ตอบเลยว่าได้ ถ้าน้องตั้งใจจริง เพราะต้นทุนพี่ไม่สูง ตอนไป พี่ไปคนเดียว ลุยเองคนเดียว ห่างพ่อ ห่างแม่ ทำทุกอย่างเอง กว่าจะมีได้จนถึงตอนนี้ ไม่ได้สบายเลยครับ น้องต้องถามตัวเองว่า น้องสู้ไหม กล้าไหม จะถอดใจกลางคันไหม หากฝันได้ ก็ต้องไปให้ถึงครับ

       ขอฝากคำคมภาษาอังกฤษนี้ ซึ่งได้เจอที่ฝาผนังบ้านเพื่อนในสหรัฐ และเป็นคำคมที่ใช้มาแล้ว 10 กว่าปีแล้ว กล่าวว่า

       “if you can imagine it, you can achieve it, if you can dream it, you can become it” ― William Arthur Ward

       คำแปล ¨ถ้าคุณจินตนาการได้ คุณก็สามารถทำให้มันสำเร็จได้ ถ้าคุณสามารถฝันได้ ต่อไปคุณก็จะสามารถเป็นในสิ่งที่ฝันได้¨

        หากใครอ่านจบจบถึงบรรทัดนี้ รบกวนพิมพ์ 8 ให้ด้วยครับ เผื่อมีภาคต่อ ขอบคุณครับ   

          ความฝันของนักเรียนคนนี้ คงไม่ใช่ความฝันที่เป็นไปไม่ได้อีกแล้ว เพราะมีคนไทยมากมาย ที่ประสบความสำเร็จในการเข้าร่วมกองทัพกับต่างประเทศ และน้องเองก็สามารถทำได้หากใจรัก

เรียบเรียงโดย : thaihitz.com ขอขอบคุณข้อมูลจาก Pattara Niyom 

Advertisement
0
0
0