advertisement

เลี้ยงสัตว์ 4 ชนิดนี้เป็นอาชีพเสริมพารวย สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ


advertisement

       เลี้ยงสัตว์พารวย การหารายได้ด้วยอาชีพเดียวนั้นอาจไม่เพียงพออีกต่อ ดังนั้นการมีรายได้ทางอื่น ๆ หรือมีอาชีพที่ 2 เป็นอาชีพเสริมก็สามารถทำเงินเพิ่มรายได้ เพื่อชีวิตและครอบครัว และการเลี้ยงสัตว์ก็เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่น่าสนใจ ที่ควรศึกษา เพื่อสร้างอาชีพเป็นธุรกิจได้  ทางด้านเพจ อายุน้อยร้อยล้าน ได้แนะนำสัตว์เลี้ยงพารวย มีอะไรบ้างนั้นตามไปกันเลยครับ 

       1. ปูนาไทยไม่แพ้ปูเมืองนอก

       ฟาร์มปูนาน้ำใส เป็นธุรกิจที่สามารถเริ่มต้นเงินลงทุนหลักพัน สำหรับฝึกการเลี้ยงปู สมัยก่อนปูนาที่เลี้ยงตามธรรมชาติจะมีข้อเสีย คือมีพยาธิและสารเคมี ทำให้คนนิยมปูแสมมาใส่ในเมนูส้มตำเพื่อรับประทานมากกว่า แต่ปัจจุบันได้หมดปัญหาไปแล้ว ด้วยวิธีการเลี้ยงปูนาที่เป็นระบบในกระชังใส่น้ำประปา ตารางเมตรละ 30 ตัว ใส่กระเบื้องให้เป็นบ้านพักปู  มีสปริงเกอร์น้ำฉีด ทำระบบนิเวศให้กลายเป็นฟาร์มเลี้ยงปูนา ทำอาชีพสร้างเงินเลี้ยงตัวเองได้อย่างภาคภูมิใจ 

       ทุกสิ่งที่ได้จากการเลี้ยงปู สามารถขายทำเงินได้ ได้แก่ น้ำเลี้ยงปู ขี้มูลปูและซากปูที่ตาย นำมาทำปุ๋ย และจุลลินทรีย์ขายได้ ปูไซซ์เล็ก อายุ 2 – 3 เดือน ทำปูทอดขายได้ ปูไซซ์กลางที่มีอายุ 4 – 5 เดือน นำมาแปรรูปเป็นสินค้าขาย เช่น ทำปูดอง น้ำพริกปูนา ปูนาไข่เข็ม ปูนาตาแดง และปูนาปลาย่าง ปูที่มีอายุ 6-7 เดือน จะกลายเป็นพ่อแม่พันธ์ปูต่อไป

       ในเมืองไทย ปูนาเป็นอาหารที่คนไทยกินปูประมาณเดือนละ 25 ล้านตัว และหลาย ๆ ประเทศมีความต้องการเหมือนกัน เช่น ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และเกาหลี ทำให้ตลาดปูนาน่าจับตา

       2. แมวสฟิงซ์ เจ้าเหมียวไร้ขน

       ธุรกิจนี้เหมาะกับคนรักแมว หรือว่าทาสแมว ถึงแม้ว่าแมวสายพันธุ์นี้ไม่ใช่แมวขนนุ่ม อย่างที่ใคร ๆ หลายคนรู้จัก แต่เป็นแมวไม่มีขน มีผิวหนังเหี่ยวย่นจนน่าประหลาดใจ และทำให้คนได้หลงรัก เพราะแมวไม่มีขนแบบนี้ คนที่เป็นภูมิแพ้ขนสัตว์ก็สามารถเลี้ยงแมวได้ พร้อมกับดารา ศิลปินต่างชื่นชอบแมวสฟิงซ์ ทำให้เป็นที่ต้องการของตลาด บางคนที่อยากอยากเลี้ยงก็ไม่สามารถซื้อได้ เนื่องจากการเพาะพันธ์แมวค่อนข้างทำได้ยาก และหายาก ต้องจองลูกแมวตั้งแต่อยู่ในครรภ์ โดยแมวสฟิงซ์ มีราคาอยู่ที่ตัวละประมาณ 25,000 – 100,000 บาท ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์ 

       คนไทยนิยมแมวสฟิงซ์ที่มีรูปลักษณ์ขาสั้น หูพลิก จะแตกต่างกับแมวสฟิงซ์ที่มีขายาว หูตั้ง แต่ไม่ว่าจะมีลักษณะแบบไหนก็ยังมีคนนิยม ในการทำธุรกิจฟาร์มแมวสฟิงซ์ จำเป็นที่จะต้องจดทะเบียนเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย กับ WCF Thailand ซึ่งเป็นสหพันธ์ที่ควบคุมดูแลมาตรฐานเรื่องแมวของเมืองไทย ถึงจะเปิดฟาร์มเลี้ยงแมวได้

       ส่วนพ่อแม่แมวสายพันธุ์ดี ๆ สามารถนำเข้าได้จากประเทศรัซเซีย เนื่องจากถือเป็นตลาดแมวที่รวบรวมมาจากทั่วทุกมุมโลก  ซึ่งแมวสฟิงซ์เป็นสัตว์เลี้ยงที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เพราะเป็นแมวไร้ขนทำให้ยุงกัดได้ง่าย อุณหภูมิที่สามารถเลี้ยงแมวได้ต้องไม่ร้อนและเย็นเกินไป และควรหมั่นเช็ดตัวให้แมวทุกวัน ดังนั้นคนที่คิดจะเลี้ยงแมวสายพันธุ์นี้ควรที่จะต้องศึกษาเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแมวสฟิงซ์ให้ดี ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อ

       3. ปลากัดไทย สวยงาม 

       ปลากัด กลายเป็นปลาสัญลักษณ์ของคนไทย ที่มีความต้องการไปทั่วโลก โดยเฉพาะที่ดูไบ เป็นเมืองที่มีการประกวดปลากัดชิงแชมป์ประจำปี และหลายประเทศให้การยอมรับว่าปลากัดสวยงามมาจากประเทศไทย ทำให้ทุกวันนี้ธุรกิจเลี้ยงปลากัดยังมีโอกาสอีกมาก เพราะการผลิตเพาะเลี้ยงปลากัดไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนรักปลากัดทั่วโลก ได้แก่ประเทศ เวียดนาม สิงคโปร์ อเมริกา  อินโดนีเซีย และประเทศอื่น ๆ รวมกว่า 18 ประเทศซึ่งทุกวันนี้เขาซื้อปลากัดนำเข้าจากประเทศไทย สามารถขายได้กว่า 20,000 ตัวต่อเดือน โดยราคากลางสำหรับส่งออกต่างประเทศ ราคาประมาณ 450 บาท ต่อตัว ยังไม่รวมปลากัดสวยงามคัดเลือกเกรดพรีเมียม เลี้ยงสำหรับเพื่อการประกวด ที่มีราคาประมาณ 15,000 บาทต่อตัว 

       สาเหตุที่ปลากัดได้รับความนิยม เนื่องจากปลากัดซื้อง่าย อีกทั้งยังมีสันที่สวยงาม ทำให้นิยมเลี้ยงเพื่อไปตกแต่ง หรือเพื่อเสริมความมงคลตามความเชื่อเรื่องสี สิ่งที่โดดเด่นของปลากัดไทย คือพันธุ์ปลาที่มีการพัฒนาสีสันสวยงามไม่เหมือนใคร และได้รับการยอมรับจากคนต่างชาติ

       การเพาะพันธุ์เลี้ยงปลากัด สำหรับปลากัด 1 คู่ที่มี อายุ 3 เดือนขึ้นไป จะได้ลูกปลามาประมาณ 400 ตัวต่อครั้ง หลังจากที่ได้ลูกปลาแล้ว ให้เลี้ยงอีกประมาณ 14 วัน ถึงจะสามารถนำไปขายได้ในประเทศและส่งออกต่างประเทศ จากการลงทุนด้วยปลากัด 1 คู่ ในราคาหลักร้อย

       ดังนั้นการเพาะเลี้ยงปลากัด เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าสนใจ และควรศึกษาวิธีการเลี้ยงก่อนตัดสินใจลงทุน [ads]

       4. เลี้ยงไก่ชน อาชีพพื้นบ้านที่รายได้ไม่บ้าน

       การเลี้ยงไก่ชนเป็นวิถีชาวบ้าน ที่สามารถทำเป็นอาชีพเสริมได้ และต้องศึกษาวิธีการเลี้ยงให้ดี ถึงจะสร้างธุรกิจให้เติบโตได้ ไก่ชน แบ่งได้ 2 แบบ คือไก่ชนตัวผู้ และไก่ตัวเมีย ซึ่งแต่ละเพศมีวิธีการที่แตกต่างกัน

       ไก่หนุ่ม หรือไก่เพศผู้ เลี้ยงเอาไว้ชนในสนาม ยิ่งเก่งชนะบ่อย ราคายิ่งสูงขึ้นตามตำแหน่ง อายุเฉลี่ยไก่ชนที่มีความฟิต จะอายุราว ๆ 12 เดือน โดยไก่ชนเก่ง ๆ จะมีราคาขายกันหลักล้านเลยทีเดียว แต่ถ้าไม่อยากขายไก่ชนตัวเก่ง สามารถต่อยอดสร้างเงินได้ด้วยการนำไก่ชนเก่งมาเป็นพ่อพันธุ์ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “พ่อพันธุ์ตัวดัง” มาเป็นไก่ไว้ใช้สำหรับผสมพันธุ์กับแม่ไก่ ซึ่งค่าผสมพันธุ์โดยใส่น้ำเชื้อ จะได้เงินราคาประมาณ 20,000 บาท ต่อครั้ง หรือผสมสดได้เงินประมาณ 30,000 บาท ต่อครั้ง

       ไก่สาว หรือไก่เพศเมีย เลี้ยงเอาไว้ต่อสายพันธุ์ เนื่องจากว่าแม่ไก่ไม่ได้มีไว้สำหรับชนในสนาม แต่มีหน้าที่ออกไข่ จึงต้องนำไปผสมพันธุ์กับพ่อไก่เก่งๆ ที่มีชื่อเสียงแล้ว เพื่อให้ได้ลูกไก่ที่สายพันธุ์ดี ซึ่งการผสมพันธุ์ 1 ครั้ง แม่ไก่จะออกไข่ได้ประมาณ 8-10 ฟอง และสามารถนำไข่ไก่ไปขายได้ฟองละ 2,000 บาท แต่ถ้านำไข่ไก่มาฟักเป็นลูกเจี๊ยบ แล้วค่อยนำไปขาย จะได้ตัวละประมาณ 6,000 บาทหรือมาคัดแยกเป็นพ่อไก่แม่ไก่ เพื่อขยายพันธุ์เป็นฟาร์มไก่ชนต่อไปได้

       จากที่กล่าวมา ไม่ว่าจะเลี้ยงสัตว์ประเภทใด ทุกอาชีพล้วนต้องมีใจรัก เป็นธุรกิจที่ทำด้วยความรักมากกว่าการทำเพื่อผลประกอบการ และควรจะต้องมีความรู้ ความเชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้องกับการเลี้ยงการดูแลของสัตว์นั้นจริง ๆ เป็นเรื่องสำคัญ

        สัตว์เลี้ยงพารวยทั้ง 4 ชนิดต้องบอกเลยว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจเลยก็ว่าได้ สร้างรายได้ให้กับคนที่ทำประกอบเป็นอาชีพเป็นอย่างมาก ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ลองศึกษาและลองทำตามกันได้ 

เรียบเรียงโดย : thaihitz.com ขอขอบคุณข้อมูลจาก อายุน้อยร้อยล้าน


advertisement