advertisement
จากเหตุการณ์แผ่นดินไหว ขนาด 8.2 ความลึก 10 กิโลเมตร มีศูนย์กลางอยู่ในประเทศเมียนมาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ อ.ปางมะผ้า จ.แม่ฮ่องสอน ประมาณ 326 กม. แรงสะเทือนถึงประเทศไทยหลายพื้นที่รวม 63 จังหวัด จนสร้างความวิตกกังวลให้หลายๆคน ทำให้หลายคนหันมาให้ความสนใจเกี่ยวกับการเอาตัวรอดเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในบ้านเรามากขึ้น
วันนี้เราจะพาไปดูอีกหนึ่งเรื่องที่น่าสนใจของเด็กนักเรียนญี่ปุ่น เราจะเห็นว่าเด็กๆ นักเรียนญี่ปุ่นเขาจะใช้กระเป๋านักเรียนที่เหมือนๆ กันทั้งประเทศ เพราะว่ากระเป๋านักเรียนที่เป็นมากกว่ากระเป๋าใส่สมุดหนังสือไปโรงเรียน แต่สามารถช่วยชีวิตของเด็กๆ ได้
โดยเรียกว่ากระเป๋านักเรียน "รันโดเซรุ" ไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์การเรียน แต่ยังถูกพัฒนาให้เป็นเครื่องมือช่วยชีวิต ในยามเกิดแผ่นดินไหวหรือสึนามิ ในโรงเรียนญี่ปุ่นยังฝึกสอนเด็ก ๆ ให้รู้จักการเอาตัวรอดจากภัยพิบัติตั้งแต่เยาว์วัย สร้างความพร้อมรับมือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน
จากเป้สะพายหลังสู่ชูชีพช่วยชีวิต Japan Times เผยประวัติของ "รันโดะเซรุ" เป็นกระเป๋าสะพายหลังที่เด็กนักเรียนชั้นประถมในญี่ปุ่นใช้กันมานานกว่า 150 ปี เดิมทีถูกออกแบบโดยได้รับแรงบันดาลใจจากเป้ทหารของยุโรปในสมัยเมจิ มีลักษณะแข็งแรงทนทาน ทำจากหนังแท้หรือวัสดุสังเคราะห์คุณภาพสูง และมีน้ำหนักเบาเหมาะกับสรีระของเด็ก
advertisement
แต่หลังจากเหตุการณ์สึนามิปี 2554 เผยให้เห็นจุดอ่อนของเด็ก ๆ ที่เผชิญน้ำท่วมอย่างไม่ทันตั้งตัว บริษัทต่าง ๆ เช่น "อุคุรัน" (Ukurun) ได้พัฒนารันโดะเซรุรุ่นพิเศษที่สามารถลอยน้ำได้ โดยกระเป๋านี้ผลิตจากวัสดุกันน้ำที่มีความหนาแน่นต่ำ ช่วยให้ลอยได้นานถึง 24-48 ชม. และรับน้ำหนักได้ถึง 50-70 กก. ขึ้นอยู่กับรุ่น เด็ก ๆ สามารถกอดกระเป๋าไว้เพื่อพยุงตัวในน้ำ หรือใช้เป็นทุ่นลอยน้ำชั่วคราวหากต้องรอความช่วยเหลือ
advertisement
จากรายงานเรื่อง Japan's Disaster-Ready Innovations ระบุว่า นวัตกรรมนี้ได้รับการทดสอบในสถานการณ์จำลองหลายครั้ง โดยหนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าสนใจ เกิดขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมที่โรงเรียนประถมใน จ.มิยางิ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยสึนามิ เด็ก ๆ ได้รับการสอนให้ถอดรันโดะเซรุออกจากหลังและใช้เป็นเครื่องช่วยพยุงตัวในสระน้ำจำลอง ผลลัพธ์แสดงให้เห็นว่ากระเป๋านี้ช่วยเพิ่มโอกาสรอดชีวิตได้จริง โดยเฉพาะในกรณีที่เด็กอาจถูกน้ำพัดพาไปจากจุดอพยพ
อย่างไรก็ตาม ภัยพิบัติของญี่ปุ่นไม่ได้หยุดอยู่แค่การพัฒนาอุปกรณ์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงการฝึกอบรมเด็กนักเรียนให้มีความรู้และทักษะในการเอาตัวรอด
advertisement
กระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี หรือ MEXT ได้บรรจุหลักสูตรทักษะการเอาตัวรอดในโรงเรียน หรือ "Safety Education Guldelines for Schools" โรงเรียนทั่วประเทศญี่ปุ่นต้องจัดการฝึกซ้อมรับมือแผ่นดินไหวอย่างน้อย 1-2 ครั้ง/เทอม โดยเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้ขั้นตอนพื้นฐาน เช่น "หลบ ซ่อน ป้อง" (Drop, Cover, Hold On)
หมายถึง การหลบใต้โต๊ะ ซ่อนตัวให้ปลอดภัย และปกป้องศีรษะด้วยมือหรือกระเป๋านักเรียน เมื่อการสั่นสะเทือนหยุดลง เด็ก ๆ จะถูกฝึกให้อพยพไปยังจุดรวมพลที่สูงและปลอดภัยตามเส้นทางที่กำหนดไว้ล่วงหน้า
การฝึกซ้อมนี้ถูกออกแบบให้เหมาะสมกับวัย โดยครูจะใช้สื่อการสอนที่ดึงดูดความสนใจ เช่น หนังสือการ์ตูนที่เล่าเรื่องราวของแผ่นดินไหว วิดีโออะนิเมชันที่สอนวิธีรับมือ หรือแอปพลิเคชันอย่าง "Nige Tore" (逃げトレ) ซึ่งพัฒนาโดยหน่วยงานป้องกันภัยพิบัติของญี่ปุ่น แอปฯ นี้ช่วยให้เด็ก ๆ จำลองสถานการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิ วางแผนเส้นทางหนีภัย และฝึกตัดสินใจในสถานการณ์ฉุกเฉิน วิธีการเหล่านี้ทำให้เด็ก ๆ เรียนรู้อย่างสนุกสนานและไม่รู้สึกหวาดกลัวจนเกินไป
นอกจากนี้ โรงเรียนบางแห่งยังแนะนำให้เด็ก ๆ เตรียม "ถุงฉุกเฉิน" (Emergency Kit) ที่บรรจุน้ำดื่ม อาหารแห้ง ผ้าห่มฉุกเฉิน ไฟฉาย และนกหวีด ซึ่งสามารถใส่ไว้ในช่องพิเศษของรันโดะเซรุได้ เพื่อให้เด็ก ๆ มีสิ่งของจำเป็นติดตัวตลอดเวลา ครูและผู้ปกครองยังร่วมมือกันจัดอบรมเพิ่มเติม เช่น การสอนให้เด็ก ๆ จำตำแหน่งของศูนย์พักพิงชั่วคราวในชุมชน หรือการฝึกใช้เข็มทิศและแผนที่ในกรณีที่ระบบสื่อสารล้มเหลว
advertisement
ในระดับชุมชน ผู้ปกครองจำนวนมากเริ่มหันมาสนใจรันโดะเซรุรุ่นลอยน้ำ แม้ว่าราคาจะสูงกว่ารุ่นธรรมดา (ประมาณ 10,000-15,000 เยน หรือราว 2,500-3,800 บาท) แต่ความปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นทำให้คุ้มค่า โดยเฉพาะในพื้นที่เสี่ยงภัยอย่าง จ.ชิบะ โทจิงิ หรือ โอกินาวะ รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็สนับสนุนแนวคิดนี้ โดยจัดสรรงบประมาณให้โรงเรียนในเขตเสี่ยงภัยนำร่องใช้กระเป๋านักเรียนลอยน้ำ และส่งเสริมให้บริษัทต่าง ๆ พัฒนานวัตกรรมที่เกี่ยวข้องต่อไป
เหตุการณ์ในอดีตยังคงเป็นเครื่องเตือนใจให้ญี่ปุ่นไม่ประมาท โดยเฉพาะการคาดการณ์ถึง "แผ่นดินไหวครั้งใหญ่แห่งนังไก" (Nankai Trough Earthquake) ซึ่งนักวิทยาศาสตร์จาก JAXA และหน่วยงานอื่น ๆ เชื่อว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 2030 และอาจก่อให้เกิดสึนามิสูงถึง 30 เมตรในบางพื้นที่
–
การเตรียมความพร้อมตั้งแต่ระดับเด็กนักเรียนจึงเป็นกลยุทธ์ระยะยาวที่ญี่ปุ่นหวังจะใช้ลดความสูญเสียให้ได้มากที่สุด ด้วยการผสมผสานระหว่างนวัตกรรมอย่างรันโดะเซรุที่ลอยน้ำได้ และการฝึกอบรมที่ครอบคลุมตั้งแต่เยาว์วัย
เรียบเรียงโดย : thaihitz.com
advertisement