advertisement
หลายคนอาจคิดว่า ผ้าเช็ดตัวที่ใช้หลังอาบน้ำ หากยังดูสะอาด ไม่มีกลิ่นอับ ก็น่าจะปลอดภัยและสามารถใช้ซ้ำได้หลายวัน หรือบางคนใช้ยาวเป็นสัปดาห์ เป็นเดือนก่อนนำไปซัก แต่ในความเป็นจริง พฤติกรรมนี้อาจกำลังเปิดโอกาสให้เชื้อโรคสะสมและเพิ่มจำนวนอย่างเงียบ ๆ จนส่งผลต่อสุขภาพผิวในระยะยาว
นพ.เฉิน เฟิงเว่ย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ได้ออกมาให้ข้อมูลผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ผ้าเช็ดตัวหรือผ้าอาบน้ำควรซักหลังใช้งานประมาณ 2–3 ครั้ง เท่านั้น เพราะผ้าเช็ดตัวสามารถกลายเป็นแหล่งเพาะเชื้อได้ง่าย แม้หลายคนจะรู้ข้อเท็จจริงนี้ดี แต่ก็มักผัดผ่อนด้วยเหตุผลต่าง ๆ และเลือกใช้ซ้ำต่อไป
แพทย์รายนี้อ้างอิงข้อมูลจากนิตยสาร Time ปี 2025 ซึ่งได้สัมภาษณ์แพทย์ผิวหนังชื่อดัง โดยอธิบายว่า ผ้าเช็ดตัวเป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรกจำนวนมาก เนื่องจากใช้เช็ดเอาเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เหงื่อ และจุลชีพออกจากร่างกาย อีกทั้งยังอาจปนเปื้อนเชื้อสแตฟฟิโลค็อกคัส เชื้อโรคจากอุจจาระ ไวรัสที่ก่อให้เกิดหูด รวมถึงเชื้อราที่ทำให้เกิดน้ำกัดเท้าหรือกลาก
เมื่อผ้าเช็ดตัวถูกแขวนทิ้งไว้ในสภาพแวดล้อมที่ชื้น เชื้อจุลชีพจะยิ่งเพิ่มจำนวนได้รวดเร็ว และหากนำผ้าเช็ดตัวผืนเดิมกลับมาใช้ซ้ำ ในกรณีที่ผิวมีแผล รอยสิว รอยเกา หรือรอยถลอก เชื้อเหล่านี้อาจเข้าสู่ผิวหนังและก่อให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย
นพ.เฉิน เฟิงเว่ย ระบุว่า สื่อต่างประเทศมักกล่าวถึงแนวคิดที่เรียกว่า “กฎผ้าเช็ดตัว 3 วัน” (3-Day Towel Rule) แต่สำหรับผู้ที่ใช้ผ้าเช็ดตัวบ่อยหรืออยู่ในสภาพอากาศชื้น ควรซักเร็วขึ้น คือหลังใช้เพียง 2–3 ครั้ง
advertisement
1. มองไม่เห็นก็เหมือนไม่มีอยู่ เมื่อมองไม่เห็นแบคทีเรีย และผลเสียไม่ได้เกิดขึ้นทันที สมองจึงเลือกการตัดสินใจที่ใช้พลังงานน้อยที่สุด เช่น “ก่อนหน้านี้ก็ทำแบบนี้ ไม่เห็นเป็นอะไร” หรือ “ผิวเราก็ดีอยู่แล้ว” ทำให้ความเสี่ยงถูกลดทอนลงโดยอัตโนมัติ และการซักผ้าเช็ดตัวถูกเลื่อนความสำคัญลง
advertisement
2. ฉันสะอาดนะ แต่วันนี้เหนื่อย เมื่อแนวคิด “ฉันใส่ใจคุณภาพชีวิต” ปะทะกับ “ฉันไม่อยากซักผ้า” จะทำให้รู้สึกขัดแย้งในใจ ผู้คนจึงมักหาข้ออ้างมาปลอบตัวเอง เช่น แขวนในที่อากาศถ่ายเทก็พอ ผ้าแพงน่าจะต้านเชื้อได้ หรือใช้เช็ดแค่ตัวไม่เช็ดหน้า
3. เพิ่มอีกวันก็ไม่เป็นไร การผัดผ่อนจะค่อย ๆ ทำให้ความผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ เมื่อใช้ผ้าเช็ดตัวถึงวันที่ 4 ก็ยิ่งคิดว่า “ใช้มาถึงขนาดนี้แล้ว เพิ่มอีกวันก็ไม่ต่างกัน” และเมื่อนึกว่า “ตอนนี้ซักเสียเวลา” ก็ยิ่งยากจะหยุด
4. ไม่มีกลิ่น = ปลอดภัย? หลายคนคุ้นชินกับการใช้ประสาทสัมผัส เช่น กลิ่นและสายตา เป็นตัวตัดสิน หากไม่เหม็น ไม่ดำ ก็สรุปว่าสะอาด ทั้งที่ “ไม่มีกลิ่น” ไม่ได้แปลว่า “ไม่มีจุลชีพ” การตัดสินแบบอาศัยความรู้สึกนี้ ทำให้ขอบเขตความปลอดภัยถูกเลื่อนออกไปเรื่อย ๆ
5. พรุ่งนี้ฉันจะมีวินัยมากกว่านี้ ต้นทุนของการซักผ้าเช็ดตัวเกิดขึ้นทันที (แยกผ้า ตาก พับ) แต่ผลดีเกิดขึ้นภายหลัง (รู้สึกสดชื่น ผิวแข็งแรงขึ้น) สมองจึงมักเลือกความสะดวกในปัจจุบัน และฝากความหวังไว้กับ “วันพรุ่งนี้”
advertisement
6. คนอื่นก็ทำแบบนี้กันทั้งนั้น หากคนรอบตัวส่วนใหญ่ซักผ้าเช็ดตัวสัปดาห์ละครั้ง ก็ง่ายที่จะมองว่านี่คือเรื่องปกติ และในบ้านที่อยู่ร่วมกัน อาจเกิดความคิดว่า “เดี๋ยวก็มีคนซักให้” ทำให้ความรับผิดชอบถูกเฉลี่ยออกไป อีกทั้งการ “ไม่ทำอะไร” เป็นการละเว้นการกระทำ ซึ่งทางจิตวิทยามักรู้สึกผิดน้อยกว่า จึงปล่อยให้สถานการณ์คงอยู่ต่อไป
สำหรับวิธีแก้ไข นพ.เฉิน เฟิงเว่ย แนะนำแนวทางง่าย ๆ คือ เตรียมผ้าเช็ดตัวและผ้าอาบน้ำให้มีจำนวนเพียงพอ วางไว้ในตู้ห้องน้ำ และตั้งตะกร้าซักผ้าใบเล็กในห้องน้ำ เมื่อใช้ครบ 2–3 ครั้ง ให้นำผ้าใส่ตะกร้าซักทันที แล้วหยิบผืนใหม่มาใช้ หรืออาจกำหนดวันตายตัว เช่น สัปดาห์ละ 1–2 วันเป็น “วันซักผ้าเช็ดตัว” เพื่อลดความยุ่งยากและสร้างวินัยอย่างต่อเนื่อง
advertisement
แม้ผ้าเช็ดตัวจะดูสะอาดด้วยตาและไม่มีกลิ่น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าปลอดจากเชื้อโรค การซักผ้าเช็ดตัวให้บ่อยขึ้นเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ช่วยลดความเสี่ยงของปัญหาผิวหนังและการติดเชื้อได้ในระยะยาว สุขอนามัยที่ดีเริ่มต้นได้จากเรื่องใกล้ตัวกว่าที่คิด
เรียบเรียงโดย : thaihitz.com
advertisement
