advertisement

มมส.ผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคน้ำกัดเท้า 5,000 ตลับ ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วมภาคใต้


advertisement

        สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ยังคงน่าเป็นห่วง หลังฝนตกหนักต่อเนื่องทำให้หลายพื้นที่จมอยู่ใต้น้ำนานหลายวัน โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลา พัทลุง นครศรีธรรมราช และปัตตานี ประชาชนจำนวนมากต้องอพยพและเผชิญกับความเสียหายทั้งบ้านเรือน รถยนต์ และทรัพย์สิน อีกทั้งยังมีปัญหาด้านสุขภาพตามมา โดยเฉพาะโรคน้ำกัดเท้า ที่เกิดจากการแช่น้ำเป็นเวลานาน จนหลายหน่วยงานต้องเร่งเข้าช่วยเหลืออย่างเต็มกำลัง

น้ำท่วมในหลายจังหวัดภาคใต้ 

        ที่ห้องปฏิบัติการเทคโนโลยีเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภญ.รุจิลักขณ์ รัตตะรมย์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ได้นำคณาจารย์ บุคลากร และนิสิตจิตอาสากว่าหลายสิบคน ระดมกำลังผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคน้ำกัดเท้าอย่างเร่งด่วน บรรจุยา ติดฉลาก และจัดเตรียมเพื่อส่งลงพื้นที่ภาคใต้ทันที


advertisement

คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 

        ผศ.ดร.ภญ.รุจิลักขณ์ เปิดเผยว่า อุทกภัยครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนอย่างหนักให้ชาวใต้ และโรคน้ำกัดเท้าถือเป็นปัญหาสุขภาพที่พบมากในช่วงน้ำท่วม เนื่องจากเกิดจากเชื้อราและแบคทีเรีย ทำให้คัน เจ็บ แสบร้อน และผิวหนังอักเสบ ส่งผลต่อการใช้ชีวิตและการฟื้นตัวหลังน้ำลด


advertisement


advertisement

ผลิตขี้ผึ้งรักษาโรคน้ำกัดเท้าอย่างเร่งด่วน 

– 


advertisement

        เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อน คณะเภสัชศาสตร์ มมส ได้ผลิตขี้ผึ้งรักษาน้ำกัดเท้า จำนวน 5,000 ตลับ โดยใช้ส่วนผสมที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและลดอาการอักเสบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกตลับมีคำแนะนำการใช้ระบุใต้ฝา ทาวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น พร้อมย้ำว่าห้ามรับประทาน

จำนวน 5,000 ตลับ  

มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อราและลดอาการอักเสบ 

ทาวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น 

        ขี้ผึ้งทั้งหมดจะถูกส่งต่อให้มหาวิทยาลัยมหาสารคามนำไปกระจายสู่พื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเร่งด่วน เพื่อให้ถึงมือพี่น้องภาคใต้ที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ

– 

ขี้ผึ้งรักษาน้ำกัดเท้า 

– 

– 

        การระดมพลังของคณะเภสัชฯ ครั้งนี้ ไม่ได้ส่งไปเพียงยาเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งต่อกำลังใจ และความห่วงใยจากชาวอีสานสู่ชาวใต้ในยามยาก ขอเชิญชวนประชาชนร่วมบริจาคและสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ร่วมกัน  

เรียบเรียงโดย : thaihitz.com ขอขอบคุณข้อมูลจาก คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม 


advertisement