advertisement
ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างถือเป็นภาระสำคัญของเจ้าของที่ดิน โดยเฉพาะในปีนี้ที่กระทรวงมหาดไทยประกาศจัดเก็บภาษีในอัตรา 100% ไม่มีการลดหย่อน แม้จะมีการขยายเวลาชำระออกไปอีก 2 เดือนก็ตาม การจัดเก็บภาษีจะพิจารณาจากมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง และจำแนกการใช้ประโยชน์ออกเป็น 4 ประเภท ซึ่งประเภทที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือ ที่ดินรกร้างว่างเปล่า ที่มีอัตราภาษีสูงกว่าที่ดินเกษตรกรรมอย่างชัดเจน
ที่ดินรกร้าง ภาษีสูงขึ้นทุก 3 ปี กรณีเจ้าของที่ดินปล่อยร้างติดต่อกันครบ 3 ปี ตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป จะถูกเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีก 0.3% ทุก ๆ 3 ปี โดยอัตราภาษีรวมไม่เกิน 3% และมีเพดานภาษีสูงสุดที่ 1.2% แบ่งตามมูลค่าที่ดิน ดังนี้
สำหรับอัตราภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่า มีอัตราเพดานอยู่ที่ 1.2%
-มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท อัตราภาษี 0.3%
-มูลค่า 50-200 ล้านบาท อัตราภาษี 0.4%
-มูลค่า 200-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.5%
-มูลค่า 1,000-5,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.6%
-มูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.7%
advertisement
จากอัตราภาษีที่เพิ่มขึ้น ทำให้ยังคงเห็นเจ้าของที่ดินนำที่ดินปรับสภาพเป็นเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เข้าเกณฑ์ “ที่ดินเกษตรกรรม” เพื่อบรรเทาภาระภาษีให้เสียในอัตราที่ถูกลง
-มูลค่า 0- 75 ล้านบาท อัตราภาษี 0.01%
-มูลค่า 75-100 ล้านบาท อัตราภาษี 0.03%
-มูลค่า 100-500 ล้านบาท อัตราภาษี 0.05%
-มูลค่า 500-1,000 ล้านบาท อัตราภาษี 0.07%
-มูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป อัตราภาษี 0.1%
-กรณีเป็นบุคคลธรรมดา มูลค่าไม่เกิน 50 ล้านบาท จะได้รับการยกเว้น
advertisement
ด้วยเหตุนี้ จึงเห็นเจ้าของที่ดินจำนวนมากเร่งปรับพื้นที่รกร้างให้เป็นเกษตรกรรม เพื่อบรรเทาภาระภาษี แต่การปลูกพืชหรือเลี้ยงสัตว์จะต้อง เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทย จึงจะถือว่าเข้าข่ายการใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรม
พืชเศรษฐกิจ 57 ชนิด ที่ปลูกแล้วเข้าเกณฑ์ พืชที่รัฐกำหนดให้ถือเป็นการใช้ประโยชน์ด้านเกษตรกรรม มีทั้งไม้ผล พืชสวน และไม้เศรษฐกิจ โดยกำหนดจำนวนขั้นต่ำต่อไร่ เช่น
สำหรับชนิดพืชและอัตราขั้นต่ำการปลูกที่กำหนด ที่มีการปรับปรุงล่าสุด
1.กล้วยหอม 200 ต้น/ไร่
2.กล้วยไข่ 200 ต้น/ไร่
3.กล้วยน้ำว้า 200 ต้น/ไร่
4.กระท้อนเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ทับทิม 25 ต้น/ไร่ พันธุ์ปุยฝ้าย 25 ต้น/ไร่
5.กาแฟ 170 ต้น/ไร่ พันธุ์โรบัสต้า 170 ต้น/ไร่ พันธุ์อราบิก้า 400 ต้น/ไร่
6.กานพลู 20 ต้น/ไร่
7.กระวาน 100 ต้น/ไร่
8.โกโก้ 150-170 ต้น/ไร่
9.ขนุน 25 ต้น/ไร่
10.เงาะ 20 ต้น/ไร่
11.จำปาดะ 25 ต้น/ไร่
12.จันทร์เทศ 25 ต้น/ไร่
13.ชมพู่ 45 ต้น/ไร่
14.ทุเรียน 20 ต้น/ไร่
15.ท้อ 45 ต้น/ไร่
16.น้อยหน่า 170 ต้น/ไร่
17.นุ่น 25 ต้น/ไร่
18.บ๊วย 45 ต้น/ไร่
19.ปาล์มน้ำมัน 22 ต้น/ไร่
advertisement
20.ฝรั่ง 45 ต้น/ไร่
21.พุทรา 80 ต้น/ไร่
22.เสาวรส 400 ต้น/ไร่
23.พริกไทย 400 ต้น/ไร่
24.พลู 100 ต้น/ไร่
25.มะม่วง 20 ต้น/ไร่
26.มะพร้าวแก่ 20 ต้น/ไร่
27.มะพร้าวอ่อน 20 ต้น/ไร่
28.มะม่วงหิมพานต์ 45 ต้น/ไร่
29.มะละกอ (ยกร่อง) 100 ต้น/ไร่ (ไม่ยกร่อง) 175 ต้น/ไร่
30.มะนาว 50 ต้น/ไร่
31.มะปราง 25 ต้น/ไร่
32.มะขามเปรี้ยว 25 ต้น/ไร่
33.มะขามหวาน 25 ต้น/ไร่
34.มังคุด 16 ต้น/ไร่
35.ยางพารา 76 ต้น/ไร่
36.ลิ้นจี่ 20 ต้น/ไร่
37.ลำไย 20 ต้น/ไร่
38.ละมุด 45 ต้น/ไร่
39.ลางสาด 45 ต้น/ไร่
40.ลองกอง 45 ต้น/ไร่
41.ส้มโอ 45 ต้น/ไร่
42.ส้มโอเกลี้ยง 45 ต้น/ไร่
43.ส้มตรา 45 ต้น/ไร่
44.ส้มเขียวหวาน 45 ต้น/ไร่
45.ส้มจุก 45 ต้น/ไร่
46.สาลี่ 45 ต้น/ไร่
47.สะตอ 25 ต้น/ไร่
48.หน่อไม้ไผ่ตง 25 ต้น/ไร่
49.หมาก 100-170 ต้น/ไร่
50. หม่อน 35 ต้น/ไร่
51.องุ่น 35 ต้น/ไร่
advertisement
52.แก้วมังกร 35 ต้น/ไร่
53.แอปเปิล 35 ต้น/ไร่
54.อะโวคาโด 35 ต้น/ไร่
55.อินทผลัม 35 ต้น/ไร่
56.ยูคาลิปตัส 100 ต้น/ไร่
57.พืชกลุ่มให้เนื้อไม้ 30 ต้น/ไร่
เกณฑ์เลี้ยงสัตว์ 9 ชนิด
1.โค ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่
2.กระบือโตเต็มวัย ขนาด 7 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อ 5 ไร่
3.แพะ-แกะโตเต็มวัย ขนาด 2 ตารางเมตรต่อตัว เท่ากับเป็นการใช้ที่ดิน 1 ตัวต่อไร่
4.สุกร พ่อพันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 7.5 ตารางเมตรต่อตัว แม่พันธุ์ คอกเดี่ยว ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรอนุบาล ขนาด 0.5 ตารางเมตรต่อตัว สุกรขุน ขนาด 1.5 ตารางเมตรต่อตัว คอกคลอด ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 6 ตารางเมตรต่อตัว ซองอุ้มท้อง ใช้พื้นที่ไม่น้อยกว่า 2 ตารางเมตรต่อตัว
5.สัตว์ปีกเลี้ยงปล่อย (เป็ดและไก่) 4 ตารางเมตรต่อตัว (ตามมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์)
6.กวาง 2 ไร่ต่อตัว
7.หมูป่า 5 ตารางเมตรต่อตัว (เลี้ยงในโรงเรือน) 0.25 ไร่ต่อตัว (เลี้ยงปล่อย)
8.ผึ้ง บริเวณที่มีพืชอาหารเลี้ยงผึ้ง เช่น เกสร และน้ำหวานดอกไม้ที่สมดุล กับจำนวนรังผึ้ง
9.จิ้งหรีด บริเวณพื้นที่เพียงพอและเหมาะสม กับขนาดและจำนวนบ่อ
ทั้งนี้ในกรณีการประกอบการเกษตรที่เป็นการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ให้ถือว่าการใช้ประโยชน์ในที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างที่มี ลักษณะดังต่อไปนี้ เป็นการใช้ประโยชน์ในการประกอบการเกษตรกรรม
1.พื้นที่บ่อดิน บ่อปูน กระชังบก บ่อพลาสติก โรงเพาะฟัก หรือพื้นที่ที่ใช้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในลักษณะอื่นใด ที่ผู้ขุด ผู้สร้าง ผู้จัดทำ เจ้าของ หรือผู้ครอบครอง มีความมุ่งหมายโดยตรงที่ใช้ทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
2.ที่ดินที่เป็นพื้นที่ต่อเนื่องที่มีกิจกรรมใช้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น บ่อพักน้ำ บ่อบำบัดน้ำ คลองส่งน้ำ คลองระบายน้ำ คูน้ำ คันดินขอบบ่อ ถนน และให้รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นใด ที่ใช้ประโยชน์ เพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
แนวโน้มเจ้าของที่ดินปรับพื้นที่–ปล่อยเช่ามากขึ้น
จากข้อมูลผู้ประกอบการด้านการบริหารจัดการที่ดิน พบว่าเจ้าของที่ดินยังคงปรับพื้นที่เป็นเกษตรกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะแปลงขนาดใหญ่ตั้งแต่ 15 ไร่ขึ้นไป ซึ่งครบกำหนด 3 ปีและกำลังเข้าสู่ปีที่ 4 ที่ภาษีจะเพิ่มสูงขึ้น ลูกค้ามีทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัด เช่น ชลบุรี ศรีราชา พัทยา และระยอง พืชที่นิยมปลูก ได้แก่ ไม้เบญจพรรณ มะม่วง มะพร้าว และกล้วย
การปรับอัตราภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ส่งผลให้ที่ดินรกร้างกลายเป็นภาระต้นทุนที่สูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่ที่ดินเกษตรกรรมยังคงเป็นทางเลือกสำคัญในการลดภาษี แต่ต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามเกณฑ์ที่รัฐกำหนด นโยบายนี้สะท้อนความตั้งใจของภาครัฐในการผลักดันให้ที่ดินถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างแท้จริง ลดการกักตุนเพื่อเก็งกำไร และกระตุ้นให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจในภาคเกษตรอย่างยั่งยืนในระยะยาว
เรียบเรียงโดย : thaihitz.com
advertisement
