advertisement
สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ไม่ได้กระทบแค่ราคาน้ำมัน แต่เริ่มลามถึง สินค้าอุปโภคบริโภค ใกล้ตัวประชาชนแล้ว ล่าสุดแหล่งข่าวจากวงการค้าปลีก–ค้าส่งเผย ผู้ผลิตรายใหญ่หลายรายทยอยแจ้งเตือนร้านค้า สต๊อกราคาเดิมอาจมีถึงแค่เดือนเมษายน ก่อนเผชิญแรงกดดันต้นทุนพุ่งและความเสี่ยงสินค้าขาดตลาด
รายงานระบุว่า ปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังวัตถุดิบสำคัญ โดยเฉพาะ “เม็ดพลาสติก” ที่ใช้ผลิตบรรจุภัณฑ์ เช่น ซองสินค้า ขวด และแพ็กเกจต่างๆ ซึ่งเริ่มมีสัญญาณขาดแคลน
เมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2569 บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุปโภครายใหญ่หลายแห่ง ได้ทำหนังสือถึงผู้ค้าและคู่ค้า เพื่อแจ้งสถานการณ์และเตรียมรับมือร่วมกัน
– เนสท์เล่ (ไทย) แจ้งว่า ได้รับผลกระทบจากซัพพลายเออร์วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบ ทำให้บรรจุภัณฑ์ไม่เพียงพอ และอาจส่งผลให้การส่งมอบสินค้าตั้งแต่เดือนเมษายนมีโอกาส “ขาดส่ง”
– F&N แดรี่ส์ (ประเทศไทย) ระบุว่า ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับแผนโลจิสติกส์ หาทางขนส่งสำรอง และเพิ่มสต๊อกวัตถุดิบ แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจกระทบต่อ “ราคาสินค้าในอนาคต”
advertisement
– ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง ชี้ชัดว่า ต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่งปรับสูงขึ้น ส่งผลต่อทุกกลุ่มสินค้า โดยคาดว่าผลกระทบจะเริ่มตั้งแต่เดือนเมษายน และยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้ พร้อมเร่งผลิตและเพิ่มสต๊อกล่วงหน้า
advertisement
– สหพัฒนพิบูล (มหาชน) แจ้งว่า ต้นทุนการผลิต ทั้งวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ และขนส่งเพิ่มขึ้น อาจทำให้ “ปริมาณสินค้าลดลง” และการส่งมอบล่าช้า
advertisement
– เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ (BJC) ระบุว่า ทุกกลุ่มสินค้าได้รับผลกระทบจากต้นทุนและวัตถุดิบที่จำกัด โดยคาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดตั้งแต่เดือนเมษายนเป็นต้นไป และอาจมีการปรับราคาในอนาคต
ทั้งนี้ ผู้ผลิตส่วนใหญ่แนะนำให้ร้านค้า “วางแผนสต๊อกสินค้าเพิ่ม” เพื่อรองรับความไม่แน่นอน และลดความเสี่ยงสินค้าขาดช่วง
advertisement
แม้หลายบริษัทจะพยายามตรึงราคาและบริหารสต๊อกอย่างเต็มที่ แต่จากสัญญาณที่เริ่มชัดขึ้น อาจทำให้ผู้บริโภคต้องเตรียมรับมือกับ “สินค้าราคาใหม่” และบางรายการที่อาจหาซื้อได้ยากขึ้นในระยะถัดไป โดยเฉพาะหลังเดือนเมษายนนี้ หากสถานการณ์โลกยังไม่คลี่คลาย
เรียบเรียงโดย : thaihitz.com
advertisement
